เทศกาลเมกกะ

เทศกาลเมกกะ
เทศกาลเมกกะ

เทศกาลเมกกะ หรือเมกกะ เป็นสถานที่นครแห่งหนึ่ง ที่ได้มีการจัดพิธีขึ้น ซึ่งคนตะวันตกได้ใช้เรียกชื่อที่นี่ว่า มักกะห์ ชื่อนี้ เป็นชื่อในส่วนหนึ่งของชื่อเรียกจาก มักกะห์ อัล มูกัรรามะห์ ที่แปลว่า เมกกะ เป็นเมืองอันทรงคุณค่า ถ้าหากเราได้มองกลับไปในสมัยก่อนนั้น สถานที่แห่งนี้มีชื่อเรียกว่า บักกะห์ เราสามารถอ่านพบเจอ ได้ในส่วนของคัมภีร์อัลกุรอ่าน นั่นเอง

ชาวมุสลิมนั้น จะมีความเชื่อว่า ที่แรกของนครเมกกะก็คือ วิหารกะบะห์ ผู้ที่สร้างขึ้น คือ ท่านนบีอะดัม และพระนางเฮาวาอ์ สองคนนี้ คือ คู่มนุษย์ชาย หญิง คนแรกของโลก ความเชื่อนั้นจึงถือว่า สถานที่แห่งนี้ เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ และเป็นสถานที่ให้ความเคารพต่อพระองค์

จนเวลาต่อมาได้มีการบูรณะขึ้นมาใหม่โดยท่านนบีอิสมาอิล และท่านนบีอิบรอฮีม หลังจากที่มีการบูรณะ ก็ได้เกิดความตื่นตระหนกขึ้น นั่นก็คือ มีเทวทูตได้ปรากฏกาย และได้นำหินสีดำที่ศักดิ์สิทธิ์  ที่เนินเขาญะบัล กูบิส

ในการประกอบพิธีที่เรียกว่า พิธีฮัจญ์ เป็นการเดินทาง เพื่อไปปฏิบัติศาสนกิจ ในมักกะหฺ ของเดือนนซุลฮิจญะห ในช่วงวันเวลาที่กำหนด และในสถานที่ต่าง ๆ ดังนั้นศาสนกิจอันนี้ จึงเป็นบทบาท และหน้าที่ของชาวมุสลิมทั้งเพศชาย และเพศหญิง ทุกคนจะต้องมีความพร้อมในเรื่องของทรัพย์สิน สุขภาพร่างกาย รวมถึงการเดินทาง ที่ไม่มีปัญหาหรือขัดสนใด ๆ

ช่วงพิธีฮัจญ์นั้นชาวมุสลิมทั่วโลกก็จะเดินทางมายังอารเบีย ซึ่งก่อนอื่นนั้นจะมีการทำ  อิฮฺรอม ก่อน เพราะเป็นการตั้งใจที่จะเริ่มทำขั้นตอนต่อไป ในการเข้าไปยังสถานที่ฮะรอมนั้น ต้องปฏิบัติตามกฏของฮิรัจญ์ด้วย ได้แก่ การไม่ล่าสัตว์ในสถานที่ การไม่ร่วมสมสู่ การไม่เสริมสวย การไม่แต่กลิ่นหรือใช้น้ำหอม รวมถึงการไม่ตัดเล็บและตัดผม

ในส่วนของผู้ที่ไม่ได้มาเข้าร่วมพิธีฮัจญ์ ณ สถานที่มักกะห์ ก็สามารถที่จะเฉลิมฉลองและทำบุญเลี้ยงได้ที่บ้าน โดยจะเรียกว่า วันอีดุลอัฎฮา นั่นเอง

*ทั้งนี้พิธีการรมทางศาสนาหรือ พิธีฮัจญ์ เป็นพิธีกรรมที่เก่าแก่มาตั้งแต่สมัยของศาสดาอิบรอฮีม*

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

สนับสนุนโดย ufabet168

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

พิธีกรรมของอิสลาม

พิธีกรรมของอิสลาม
พิธีกรรมของอิสลาม

พิธีกรรมของอิสลาม ศาสนาอิสลามนั้นเป็นศาสนาหนึ่งที่ไม่เหมือนศาสนาใด ๆ นั่นก็คือ เป็นศาสนาที่ไม่มีนักบวชในการประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ ซึ่งมุสลิมที่เป็นอิสลามนั้นจะเป็นทั้งนักบวช และฆราวาสกันเอง ซึ่งนักบวชกับฆราวาสนั้นจะต้องมีบทบาทที่เป็นจริง และเป็นคนที่มีความรู้ด้วยเช่นกัน ในการถือหลักทางศาสนานั้นต้องเป็นธรรมสูงสุดกับการดำรงชีวิตเพื่อการอยู่รอดในชีวิตประจำวัน

หลักในการปฏิบัติทางศาสนกิจที่สำคัญ ๆ จะมีอยู่ 5 ประการ คือ

หลักปฏิบัติที่ 1

คือ การปฏิญาณตน สำหรับผู่ที่เป็นอิสลามหรือมุสลิมนั้นจะต้องยืนหยัดวาจา และกล่าวว่า “ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลเลาะห์ และท่านศาสดามุฮัมมัดเป็นศาสนทูตของพระองค์”

หลักปฏิบัติที่ 2

คือ การละหมาด หรือ คนมุสลิมเรียกว่า นมาซ เรียกว่าเป็นการเคารพต่อพระเจ้าจากอิริยาบถต่าง ๆ และจะต้องมีการปฏิบัติในทุก ๆ วัน ต่อวัน วันละ 5 ช่วงเวลา ได้แก่ เวลาก่อนฟ้าส่าง เวลาบ่าย เวลาเย็น เวลาหั่วค่ำ และเวลากลางคืน ในการละหมาดนั้นจะช่วยหยุดความคิดและการกระทำที่ผิด ๆ ให้เป็นระบบ ทำให้สามารถนึกคิดสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น และสิ่งที่จะเกิดขึ้นในเวลาต่อไปในทุก ๆ วัน

หลักปฏิบัติที่ 3

คือ การถือศีลอด เป็นการงดและละเว้นการรับประทานอาหาร การดื่มน้ำ การมีเพศสัมพันธ์ การพูดว่าร้ายผู้อื่น จนกระทั่งการประพฤติปฏิบัติที่ผิดบาปหลาย ๆ สิ่ง ซึ่งการถือศีลอดนี้จะเริ่มทำในเดินรอมฎอนเป็นระยะเวลาตลอดทั้งเดือน ในการถือศีลอดเป็นสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งคือเพื่อให้ชาวมุสลิมนั้นชำระจิตใจให้บริสุทธิ์ และเป็นการฝึกความอดทนกับการยั่วยุของกิเลสที่เกิดขึ้น

หลักปฏิบัติที่ 4

คือ การจำหน่ายซะกาต เป็นการบริจาคทานอย่างหนึ่งให้กับผู้ที่เหมาะสมกับศาสนบัญญัติที่ควร

หลักปฏิบัติที่ 5

คือ ประกอบพิธีฮัจญ์ เป็นการประกอบศาสนกิจในเมืองเมกกะ ประเทศซอุดีอาระเบีย ซึ่งผู้ที่จะไปร่วมพิธีจะต้องอยู่ในสภาพที่เพรียบพร้อม นั่นก็คือ ต้องบรรลุนิติภาวะ มีสุขภาพทางร่างกายและจิตใจที่ดี มีทุนทรัพย์สินที่เพียงพอ และมีความรู้และความเข้าใจกับการทำฮัจญ์อีกด้วย

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

ขอขอบคุณบทความดี ๆ จาก ufa877

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

เทศกาลที่สำคัญของศาสนาอิสลาม

เทศกาลที่สำคัญของศาสนาอิสลาม
เทศกาลที่สำคัญของศาสนาอิสลาม

เทศกาลที่สำคัญของศาสนาอิสลาม อย่างที่หลาย ๆ คนได้เข้าใจว่าในหมู่ชาวมุสลิม เมื่อถึงเดือนรามฎอนมาถึง หมู่คนอิสลามก็ต้องมีการประพฤติปฏิบัติตามหน้าที่ของแต่ละคนตามที่หลักทางศาสนาได้กำหนดไว้ แต่ก็ยังมีในส่วนหนึ่งที่มีคำถามกัน่วา เมื่อถึงในเดือนรามฎอนนั้นมีความสำคัญกับคนอิสลามอย่างไร และเพราะอะไรที่คนอิสลามต้องถือศีลอดกันด้วย

รอมฎอน หรือเรียกได้อีกชื่อว่า รอมะฎอน นั้นคือเดือนที่ 9 ในปฏิทินของฮิจญ์เราะฮฺ หรือปฏิทินอิสลามนั่นเอง ซึ่งเดือนนี้เป็นเดือนที่คนอิสลามนั้นจะถือศีลอดกันตลอดทั้งเดือนนั่นเอง เดือนนี้นับว่าเป็นหนึ่งเดือนที่สำคัญของคนอิสลามที่อัลกุรอานนั่นได้เอ่ยถึงความสำคัยและความยิ่งใหญ่ของเดือนนี้ไว้ให้เข้าใจว่า เป็นเดือนที่อัลกุรอานนั้นได้ถูกประทานลงในเดือนนี้ และมีอีกสิ่งที่สำคัญอีกหนึ่งอย่างก็คือเป็นเป้าหมายของการประทาน เป้าหมายของการประทานอัลกุรอานเป็นการใช้คัมภีร์เพื่อนำทางและจำแนกแยกแยะความถูกผิดแก่มนุษยชาติเพื่อให้มนุษย์เราอยู่ในสิ่งที่ถูกต้องและสมบูรณ์แบบ ถ้าเดินตามทางที่คัมภีร์ได้กำหนดไว้ ชีวิตก็จะเป็นสุขในโลกนี้และปรโลกเช่นกัน

ทั้งนี้ ในเดือนรามฎอนจึงถือว่าเป็นเดือนที่สำคัญและมีความศักดิ์สิทธิ์เป็นอย่างมาก และทำให้เป็นสิ่งที่เป็นแรงผลักดันมนุษยชนศรัทธาและความความดีมากกว่าในเดือนอื่น ๆ จนกระทั่งมีการถือศีลอดเพื่อเป็นหนทางในหลาย ๆ สิ่ง เพื่อให้มนุษยชนนั้นได้ตระหนักและสามารถตระหนักดุถึงความเป็นมนุษย์ที่แท้จริง

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

c r e d i t : ufabet777

Islamophobia

Islamophobia
Islamophobia

Islamophobia หรืออาการหวาดกลัวอิสลาม เรามาทำความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ของประเทศยุโรปที่มาถึงประเทศไทยเรา เราได้ทำการตรวจค้นความหวาดกลัวของอิสลามในประเทศไทย จึงได้ข้อชัดแจ้งมาว่า ความหวาดกลัวนั้นเกิดจากตัวของเราเอง นั่นก็คือ ความเป็นเรา และอีกอันหนึ่งก็คือ ความเป็นอื่นนั่นเอง ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับการอยู่ร่วมกันในสังคมเพียงแค่เรานั้นต้องรู้จักการเคารพกันในฐานะการเป็นมนุษย์คนนึง

อาการของการหวาดกลัวอิสลาม มีความหมายที่ค่อนข้างจะเข้าใจได้ไม่ยาก แต่ที่ดูค่อนข้างที่จะซับซ้อนก็คือ เพราะเหตุใดถึงกลัว นั่นเอง นั่นก็เพราะสาเหตุที่เกิดความกลัวนั้นอ้างอิงได้กับบริบทของแต่ละสังคมและพื้นที่ อย่างเช่น ในยุโรป และประเทศไทยเรา ซึ่งสาเหตุนั้นก็ขึ้นอยู่กับการแสดงออกและเงื่อนไขต่าง ๆ ที่ลายล้อมที่แตกต่างกันในเรื่องต่าง ๆ นั่นเอง

ทั้งนี้ก็ได้มีการศึกษาของความหวาดกลัวอย่างไม่มีเหตุและผลที่เกิดจากสิ่งอื่น ๆ และปัจจัยอื่น ๆ โดยคนที่ได้ทำการศึกษานั่นก็คือ เอกรินทร์ ต่วนศิริ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี และเราจะมาบอกข้อมูลที่เกี่ยวกับอาการหวาดกลัวอิสลาม ต่อจากนี้

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

อาการหวาดกลัวอิสลาม แบ่งออกได้ 3 ระดับ

ระดับแรก เป็นระดับปัจเจกที่ไม่มีการจัดตั้งเมื่อได้เห็นมุสลิม เห็นมัสยิดจะรู้สึกไม่ชอบ อยากที่จะทำลายทิ้งและใช้ความรุนแรงนั่นเอง

ระดับที่สอง เป็นระดับที่มีการจัดตั้งองค์กร การมีนโยบายสำหรับการจัดตั้ง เพื่อการปฏิเสธความเชื่อหรือการแสดงสัญลักษณ์ที่เกี่ยวข้องกับศาสนาอิสลาม

ระดับที่สาม เป็นระดับของนโยบายรัฐ ซึ่งไม่ว่าจะมีการออกจากพรรคการเมืองหรือเกี่ยวกับนโยบายที่ไม่มีการประกาศที่ชัดเจน อย่างเช่น การแสดงสัญลักษณ์ทางศาสนาในพื้นที่สาธารณะที่อิงกับแนวคิดรัฐฆราวาส

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

credit : holifestivaljapan.com

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

ประเทศที่ล้าหลังของชาติตะวันตก

ประเทศที่ล้าหลังของชาติตะวันตก
ประเทศที่ล้าหลังของชาติตะวันตก

ประเทศที่ล้าหลังของชาติตะวันตก มุสลิมมีความเชื่อว่าอิสลามนั้นเป็นศาสนาผู้ที่เป็นผู้สร้างจักรวาล เป็นผู้สร้างฟ้า สร้างแผ่นดิน รวมถึงสร้างสิ่งต่าง ๆ ขึ้นมา เชื่อว่าศาสนาอิสลามนั้นเป็นศาสนาของพระเจ้า ที่เป็นศาสนาที่ถูกต้องจากคำพูดของมุสลิมเรื่อยมา แต่ก็มีข้อสงสัยมาว่าทำไมประเทศมุสลิมจึงเป็นประเทศที่ล้าหลังกว่าฝั่งตะวันตก เพราะว่าทางฝั่งของตะวันตกนั้นพลเมืองส่วนใหญ่จะนับถือศาสนาคริสต์ และประเทศทางตะวันตกจึงมีความเจริญก้าวหน้ามากยิ่งกว่า ความเชื่อจึงเป็นแค่นับคำพูดหรือเป็นจริงหรือเปล่าที่เป็นศาสนาผู้สร้างโลก และจริงหรือไม่ที่ศาสนาคริสต์นั้นเป็นศาสนาของพระเจ้ารวมทั้งเป็นศาสนาที่ถูกต้อง

จากประเด็นข้อสงสัยจึงมีคำตอบให้ถึง 2 แง่ ก็คือ ในส่วนแรกเป็นหลักการ ส่วนสองเป็นแง่ของความจริงหรือสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง ซึ่งทางเราจะขอไขข้อสงสยในประเด็นที่สอง เพราะหากว่าผู้อ่านได้ทราบถงสถานการณ์จริงก็จะรู้ว่ามุสลิมนั้นอยู่ในจุดของความเจริญแล้ว และกล่าวถึงหลักการที่ได้มีอยู่ในหะดีษ

และอัลกุรอาน ที่เป็นหลักการของพระเจ้า ที่ทำใก้เรารู้ว่าพระเจ้านั้นได้กำหนดสิ่งต่าง ๆ มาอย่างไรและพระเจ้าต้องการอะไรกับสิ่งที่ได้กำหนดมาไว้ แต่เมื่อเรานั้นได้มาวิเคราะห์ถึงเรื่องราวต่าง ๆ ที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นนั้น ก็จะทำให้รู้ว่าความพระสงค์ของพระเจ้านั้นทำให้เราได้เข้าใจว่า ทำไมชาวมุสลิมต้องอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ จึงทำให้อิงถึงผลของธรรมชาติในศาสนาอัลลอฮฺ ตะ อาลาอย่างแท้จริง

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

ขอบคุณบทความจาก UFABET877

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

การกินกับสังคมที่เข้มแข็งของอิสลาม

การกินกับสังคมที่เข้มแข็งของอิสลาม
การกินกับสังคมที่เข้มแข็งของอิสลาม

การกินกับสังคมที่เข้มแข็งของอิสลาม ในส่วนของอาหารการกินนั้นเป็นเรื่องที่จริงจังอย่างมากในแง่ของวิชาการ ว่าด้วยการกินนั้นเป็นศาสตร์และศิลป์ ทางวิทยาศาสตร์ของการกินที่เป็นเรื่องราวของชีวิตที่สามารถใช้สารอาหารนั้นเป็นแหล่งของการสร้างเนื้อเยื่อและเป็นประโยชน์ของร่างกาย ทั้งทางวิทยาศาสต์และหลาหลายศาสตร์ต่าง ๆ  เพื่อการก่อกำเนิดของพฤติกรรมการกินของมนุษย์ที่ค่อนข้างสลับซับซ้อน

คนไทยหลากหลายคนได้พูดเกี่ยวกับการกินนั้นว่าเป็นเรื่องที่สำคัญและเป็นเรื่องใหญ่ ส่วนในคนต่างชาตินั้นกลับมองว่าเรานั้นก็เป็นอย่างที่เรากินนั่นเอง หรืออาจจะเรียกได้ว่า We are what we eat ที่มีความหมายว่า กินยังไงก็เป็นอย่างนั้น หากเมื่อเราได้มองทั้งสองความคิดเห็นทั้งสองชาติเราจะรู้ได้ว่าทั้งสองความคิดนั้นแตกต่างกันตรงที่ว่า คนไทยนั้นจะมองในเรื่องอาหารการกินว่า การกินนั้นเป็นหลัก แต่กลับกันในทางต่างชาตินั้นกลับมองไปอีกทางหนึ่งว่าการกินนั้นมาจากผลหรือสิ่งที่เกิดขึ้น

ศาสนาอิสลามนั้นได้พูดกล่าวเรื่องของอาหารการกินไว้มากมาย ซึ่งในการกินของอิสลามนั้นมีหลากหลายมิติเพราะว่าการกินของทางอิสลามนั้นจะมองการกินที่รอบด้านมากกว่าศาสนาอื่น ๆ และจะไม่ตีกรอบในการกินอาหารไปที่เหตุหรือผล แต่จะตีการกินนั้น ๆ ให้ครอบคลุม ฉะนั้นในทางการกินอย่างอิสลามไม่ใช่เพียงแค่การกินไปอย่างนั้น ๆ แต่จะกินด้วยวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล และที่สำคัญที่สุดของการกินนั้นก็คือ การกินที่มองอย่างละเอียดและถี่ถ้วยที่มีความลึกซึ้ง

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

ในส่วนของการสอนจากการกินนั้นอิสลามจะสนให้มองกว้างถึงสังคมและคนรอบข้าง โดยจะสอนให้เหล่ามุสลิมนั้นรู้จักที่จะเลือกกินให้รู้ว่าการกินนั้นควรกินอย่างไรถึงจะได้รับคำโปรดปรานของพระเจ้า และควรกินอย่างไรที่สังคมนั้นจะอยู่อย่างเป็นสุขในขณะที่เรากินอยู่อย่างเป็นสุข และเพื่อนบ้านของเรานั้นต้องเป็นสุขด้วยเช่นกัน แต่ในขณะเดียวกันนั้นตัวของเราเองก็จะต้องมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงเช่นกัน

จากการกินอย่างไม่ฟุ่มเฟือยในหลักที่สำคัญของอิสลามนั้นจะสอนอีกเรื่องคือ ให้มุสลิมได้เข้าใจและลึกซึ้งถึงศาสตร์ที่ควบคู่ไปกับหลักของโภชนาการ ที่ในปัจจุบันนี้นั้นมีเทคโนโลยีที่หลากหลายที่มีการยอมรับว่าการกินน้อยนั้นควรให้เหลือเพียงปริมาณหนึ่งในทางอิสลามที่สอนในเรื่องของการแก้ปัญหาทางสุขภาพ เศรษฐกิจ และสังคม รวมทั้งจะสอนให้ไม่ยึดถือกับการกิน แต่จะให้จุนเจือช่วยเหลือผู้อื่น

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

ขอขอบคุณบทความน่ารู้จาก แทงบอลออนไลน์

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

การดำเนินชีวิตกับอัลกุรอาน

การดำเนินชีวิตกับอัลกุรอาน
การดำเนินชีวิตกับอัลกุรอาน

การดำเนินชีวิตกับอัลกุรอาน สำหรับการพูดเกี่ยวกับเรื่องราวอัลกุรอานก้ถือว่าเป็นการพูดในเรื่องที่ใหญ่ ซึ่งเป็นการกล่าวในคัมภีร์ในเรื่องของความยิ่งใหญ่ ในเรื่องราวของอัลกุรอานนั้นมันอาจจะมีความรู้สึกที่เกิดขึ้นมาทั้งความรู้สึกที่ดีใจหรือละอายใจ กล่าวได้ว่า เราอาจจะดีใจที่ได้พูดถึงคำดำรัสในเรื่องที่เกี่ยวกับอัลกุรอานของอัลลอฮฺหรือละอายใจเช่นเราได้ถือวิสาสะมาพูดในเรื่องคำดำรัสที่สูงส่งของพระอัลลอฮฺ แต่ถ้าหากว่าใครนั้นได้พูดถึงในเรื่องของพระอัลลอฮฺแน่นอนว่าทั้งชีวิตของผู้นั้นไม่อาจจะพูดในเรื่องราวได้จนครบถ้วนเป็นแน่

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

แต่ในวันนี้เราจะมาขอพูดถึงวิธีที่ทำให้เนื้อหาของอัลกุรอานนั้นมีผลต่อมุสลิมทุกคน โดยเฉพาะเหล่ามุสลิมในช่วงเดือนเราะมะฎอน จึงได้มีรายงานที่มีความน่าเชื่อถือจากท่านอุษมาน เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ที่ได้มาแปลจากคำที่กล่าวออกมาว่า “หากหัวใจของท่านนั้นมีความบริสุทธ์จริงแท้ พวกท่านนั้นก็จะโหยหาและไม่มีวันที่จะเต็มอิ่มกับคำในดำรัสของพระผู้อภิบาลของท่านอย่างแน่” นี่ก็เป็นเพราะอัลกุรอานในคำดำรัสของอัลลอฮฺ ซึ่งในคำดำรัสคือคุณลักษณะจากเหล่าบรรดาคุณลักษณะของพระองค์เอง

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

ในประการแรกนั้นขอให้ท่านได้พินิจเกีรติที่อัลกุรอานได้มอบให้กับผู้คน คือ การอ่าน การฟัง ใคร่ครวญและนำมาใช้ และแน่แท้ว่าในการมีชีวิตที่ผูกพันกับอัลกุรอ่านนั้น ถือเป็นกรใช้ชีวิตที่มีเกียรติ และเป็นความโปรดปรานที่อัลลลอฮฺได้ประทานให้ผู้ที่พระองค์ประสงค์ทั้งหลาย ถือว่าเป็นชีวิตที่ดีที่สุด และด้วยเหตุนี้นั้น ก็เป็นความเหมาะสมที่สุดสำหรับผู้ที่ศรัทธาด้วยความจริงใจต่อตนเองที่เกิดความจริงจังต่อชีวิตที่แท้จริงที่ได้มีความผูกพันกับอัลกุรอานเท่านั้น ต่างคนต่างมีความเชื่อมั่นติ่ความสัจจริงของมัน คำสัญญาทั้งหมดมันจะต้องเกิดขึ้นจริงด้วยวิธีการนำเสนอที่ส่งผลต่อต่อจิตใจ

ในเดือนเราะมะฎอน นั้นถือว่าเป็นโอกาสในการได้ทบทวนอัลกุรอาน กับความแม่นยำเป็นขั้นแรก ๆ และยังถือว่าเป็นโอกาสในความเอาจริงเอาจัง ในการอ่นอัลกุรอานที่มีผลต่อใจ และความสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงบุคลิกภาพให้ดีขึ้น โดยการปรารถนากับพฤติกรรม หลังจากที่ได้อ่านอัลกุรอานนั้น ดังนั้นการมีชีวิตที่ได้ผูกพันกับอัลกุรอาน นั้นก็คือการมีชิวิตที่มีการรักใคร่ต่อบรรดาเหล่าอายะฮฺของ พระผู้ทรงเมตตา รวมทั้งการให้เกียรติ และการเทิดทูน ทั้งนี้การอ่านอัลกุรอานนั้น เป็นสิ่งที่ดีสำหรับเราทุกคนที่จะได้ปรับปลี่ยนความตั้งใจ สู่การตะดับบุรพินิจ และใคร่ครวญอัลกุรอาน กระทั่งได้มีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของเราเอง และจะทำให้กิจการในชีวิตเราได้ปรับเปลี่ยนสู่ทุกสิ่งให้ดีงามขึ้นไป

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

ที่มา : UFABET1688

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

การอีลาอ์

การอีลาอ์
การอีลาอ์

การอีลาอ์ เป็นการสาบานที่จะไม่มีเพศสัมพันธ์กับภรรยาของตน ซึ่งคือ การที่สามีนั้นที่มีเพศสัมพันธ์ได้ แต่การมีเพศสัมพันธ์ที่ได้มีการสาบานต่อพระอัลลอฮฺ ว่าจะไม่สมสู่กับภรรยาของตนไปตลอด หรือจะต้องมากกว่า 4  เดือน

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

เป็นการสั่งสอนภรรยาของตน ที่ไม่ยอมเชื่อฟังคำกล่าว ความขัดขืน ดื้อรั้น และไม่ภักดีต่อสามีตนเอง และจึงจำเป็นที่จะต้องอนุญาตให้สามีนั้น กระทำได้เท่าที่ต้องการ นั่นก็คือ 4 เดือนหรือน้อยกว่านี้ แต่ถ้าหากว่าเกินไปกว่านี้นั้นเป็นที่ต้องห้ามนั่นเอง ซึ่งการกระทำเช่นนี้นั้นเป็นการกดขี่และอธรรม เพราะนี่เป็นถึงการสาบานที่เป็นการละเว้น ในสิทธิและหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติต่อภรรยานั่นเอง

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

ในสมัยก่อนนั้น ถ้าหากสามีไม่พอใจภรรยาของตนเอง แต่ก็จะไม่ให้ภรรยาของตนไปแต่งงานกับชายคนอื่น และเขานั้นก็จะกล่าวคำสาบานอีกด้วยว่า จะไม่แตะต้องตัวนางไปตลอดหรือกล่าวเป็นปี ๆ ก็เป็นได้ ดั้งนั้นจึงเป็นการตั้งเป้าหมายในการทำร้ายนาง ซึ่งนางนั้นก็จะไม่ใช่เป็นภรรยาแต่ก็มีสิทธิ์ที่จะไปแต่งงานใหม่ได้ ทั้งนี้เพราะอัลลอฮฺนั้นเพียงต้องการให้มีขอบเขตในการประสงค์ดังกล่าว จึงได้กำหนดเป็นช่วงเวลาไว้ให้ และยังห้ามการสาบานที่มากกว่านั้น เพื่อจะไม้ให้เกิดผลร้ายหรืออันตรายต่าง ๆ ต่อภรรยานั่นเอง

เมื่อฝ่ายชายได้กล่าวคำสาบานว่าจะไม่เข้าใกล้และไม่แตะต้องภรรยาของเขาแล้วรวมทั้งไม่ร่วมเพศสัมพันธ์กับนางไปตลอดหรือมากกว่าสี่เดือน ต้าหากฝ่ายชายนั้นดันไปมีเพศสัมพันธ์กับนางในช่วงสี่เดือนนั่นจึงถือได้ว่าเป็นการสิ้นสุดของการสาบาน และเข้านั้นก็ต้องไถ่การสาบานอีกด้วย เป็นการเสียค่าไถ่การสาบานโดยที่จะต้องเลี้ยงอาหารคนยากจนเป็นจำนวน 10 คน หรือการให้เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายกับพวกเขา หรือกาปล่อยทาสนั่นเอง แต่ถ้ามีเงินไม่มากพอก็ต้องจะถือศีลอดเป็นเวลาถึง 3 วันเลยทีเดียว แต่ถเหากระยะเวลานั้นได้ผ่าน 4 เดือนไปแล้วเขายังไม่ได้มีเพศสัมพันธ์กับภรรยาของตน ภรรยานั้นก็สามารถที่จะเรียกร้องได้ ซึ่งถ้าสามีนั้นได้ทำตามคำเรียกร้องของภรรยาแล้ว เขาก็จะไม่ต้องเสียค่าไถ่การสาบาน แต่หากสามีไม่รับคำวอนขอของภรรยาของตนนั้น ภรรยาก็มีสิทธิที่จะเรียกร้องขอให้หย่า ถ้าหากสามีนั้นไม่ยอมหย่าอีก ก็ต้องให้ผู้พิพากษานั้นทำการหย่าให้กับนาง เพื่อปกป้อง และป้องกันฝ่ายหญิงที่จะได้รับความเสียหายต่อตนนั่นเอง ซึ่งสุดท้ายแล้วหากเป็นสิ่งที่ถูกต้องก็ต้องทำตามคำกล่าวและควรต้องยอมรับในสิ่งที่เกิดขึ้นได้

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

ขอขอบคุณบทความดี ๆ จาก แทงบอลออนไลน์

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

พิธีการแต่งงานตามหลักของศาสนาอิสลาม

พิธีการแต่งงานตามหลักของศาสนาอิสลาม

พิธีการแต่งงานตามหลักของศาสนาอิสลาม หรือเรียกว่า นิกะห์ ซึ่งการจัดลำดับขั้นตอนในการที่จะจัดงานแต่งงานขึ้นนั้น ตามประเพณีการแต่งงานที่ถูกต้องตามหลักของศาสนาอิสลามนั้นจะมีด้วยกัน 3 ขั้นตอนนั่นเอง คือ การสู่ขอ การหมั้ง และถึงจะเป็นขั้นตอนของการแต่งงานนั่นเอง เพราะการแต่งงานนั้นถือได้ว่าเป็นประเพณีที่มีความหมายและมีความสำคัญมากกับคู่บ่าวสาวที่ได้ถูกบัญญัติไว้ตามหลักศาสนา นอกจากนั้นในพิธีแต่งงานก็ไม่นิยมจัดขึ้นในช่วงพิธีฮัจญ์

ขั้นตอนการแต่งงานตามหลักสำคัญของอิสลาม

  1. ขั้นการสู่ขอ ในอดีตการนั้นในส่วนของการสู่ขอเจ้าสาวนั้น ฝ่ายชายจะเป็นคนให้ญาติผู้ใหญ้ฝ่ายของตนที่เป็นผู้หญิง ไปสู่ขอเจ้าสาวกับพ่อและแม่ของฝ่ายหญิงนั่นเอง และเมื่อเมื่อได้รับการตกลงแล้วก็จะได้ออกมากำหนดในวันหมั้น ทั้งนี้ในการตอบตกลงของพ่อกับแม่ของฝ่ายหญิงนั้นจะไม่ขอความเห็นจากจากลูกของตนก่อน จนกระทั่งต่อมาในปัจจุบันนี้นั้นผู้ที่จะมาสู่ขอของฝ่ายชายนั้น ถ้าสู่ขอก็ต้องมีอะไรติดไม้ติดมืออย่างเช่น ขนมหรือ ผลไม้ไปฝากทางด้านของฝ่ายหญิงอีกด้วย และเมื่อได้ไปถึงบ้านฝ่ายหญิงแล้วก็จะพูดว่า “มีธุระ จะมาปรึกษาด้วย” จากนั้นจะถามว่าผู้หญิงที่จะมาสู่ขอนั้น “มีคู่หรือยัง” ถ้าหากฝ่ายหญิงตอบกลับไปว่า “ไม่มี” ก็พูดต่อว่าจะต้องการสู่ขอให้กับใคร ซึ่งฝ่ายหญิงจะยังไม่ตอบตกลงในตอนนั้นและจะขอเวลาปรึกษากันในญาติของตนก่อนราว ๆ 1 สัปดาห์ ในระหว่างนั้นฝ่ายหญิงจะส่งคนไปบอกฝ่ายชายในกรณีที่ตกลง แต่ถ้าไม่ตกลงนั้นก็จะปล่อยเงียบไปเอง เมื่อฝ่ายหญิงได้ตกลงแล้วนั้น ฝ่ายชายก็จะไปคุยในเรื่องของกำหนดการในวันแต่งงาน ค่าสินสอด ทองหมั้น และมะฮัรฺ
  2. ขั้นตอนการหมั้น ในอดีตกาลเมื่อกำหนดถึงวันหมั้น ฝ่ายชายก็จะจัดขบวนเถ้าแก่ และขบวนขันหมากไปยังบ้านของฝ่ายหญิง ในส่วนของฤกษ์การแห่ขันหมากนั้นจะเป็นเวลาช่วงเย็นราว ๆ 16:00 – 17:00 น. ขันหมากนั้นจะประกอบด้วย พาน 3 คือพานหมากพลู พานข้าวเหนียวเหลือง และพานขนม แต่สำหรับคนที่มีฐานะก็อาจจะเพิ่มพานขนมเข้าไปอีกก็ได้ ในพานหมากพลูนั้นจะมีเงินและสินสอดใส่ไว้ใต้หมากพลู เรียกว่า ลาเปะซีเฆะ หรือเงินรองพลู ส่วนพานขนมจะมี ขนมดูปงปูตู ข้าวพองและขนมก้อน้ำตาล (ดูปงฮะลูวอคีแม) และขันหมากเหล่านี้จะห่อผ้าด้วยสีที่สวยงาม

เมื่อฝ่ายชายไปถึง เถ้าแก่ของฝ่ายชายจะพูดกล่าวขึ้นว่า “วันนี้..ชื่อเจ้าบ่าว…ได้เอาของมาหมั้น…ชื่อเจ้าสาว” เมื่อเถ้าแก่ของฝ่ายหญิงรับของหมั้น เถ้าแก่ชายจะถามต่อว่า “เงินหัวขันหมากนั้นเท่าไหร่” และเถ้าแก่หญิงก็จะตอบ จากนั้นก็จะเป็นการปรึกษากันถึงในวันแต่งงาน วันจัดงานเลี้ยง และก่อนที่ฝ่ายชายจะกลับนั้นฝ่ายหญิงจะนำกาเฮงแปลก๊ะ หรือกาเฮงปาเต๊ะลือป๊ะ ใส่พานที่ใส่หมากพลูมาหมั้น ส่วนพานข้าวเหนียวเหลืองและพานขนมนั้นจะให้ไว้ที่บ้านฝ่ายหญิง

3. ขั้นตอนพิธีการแต่งงาน ในสมัยก่อนพิธีการแต่งงานจะจัดหลังวันหมั้นแล้วไม่เกิน 2 สับดาห์ จะถือฤกษ์เวลา 16:00-17:00 น. ของวันใดวันหนึ่ง ฝ่ายของเจ้าบ่าวจะยกขั้นหมากไปสู่ขอยังบ้านเจ้าสาว ในขบวนขันหมากจะมีเจ้าบ่าว เพื่อนเจ้าบ่าว ญาติผู้ใหญ่ประมาณ 5- 6 คน ซึ่งครั้งนี้ไม่มีของอะไรที่จะต้องนำไป นอกจากเงินหัวขั้นหมาก ที่ใส่ไว้ในขันหมากทองเหลือง ห่อหุ้มด้วยผ้าเช็ดหน้าให้เจ้าบ่าวเป็นคนถือ และกล้วยพันธุ์ดี 2 – 3 หวีเพียงแค่นั้น ในวันแต่งนั้นบ้านเจ้าสาวต้องจัดเตรียมการต้อนรับเป็นอย่างดีโดยเชิญโต๊ะอิหม่ามเป็นประธานในพิธีการแต่งงาน และะผู้ทรงคุณธรรมอีก 1 คน เพื่อเป็นสักขีพยาน ผู้นั้นต้องเป็นผู้มีศีลสัตย์ เมื่อหัวขันหมากถึงบ้านเจ้าสาวแล้ว ฝ่ายเจ้าสาวจะต้อนรับ และเจ้าบ่าวก็จะส่งมอบเงินหัวขันหมากให้กับโต๊ะอิหม่าม จากนั้นก็เป็นการร่วมรับประทานอาหารกัน

ส่วนเจ้าสาวจะถูกเก็บตัวไว้ในห้องเท่านั้นหลังจากที่เลี้ยงอาหารเสร็จ เจ้าบ่าวจะไปนั่งหน้าโต๊ะอิหม่าม จากนั้นพ่อเจ้าบ่าวจะไปถามเจ้าสาวว่ายินยอมหรือไม่ ในการถามจะมีพยานอยู่ด้วย เมื่อเจ้าสาวยินยอม พยานก็จะรับทราบด้วย และจะเริ่มดำเนินงานต่อ จากนั้นจะมีการอ่านศาสนบัญญัติการแต่งงานเรียกได้ว่า บาจอกุฐตีเบาะห์ เมื่ออ่านจบ โต๊ะอิหม่ามจะยื่นมือไปจับมือเจ้าบ่าวนิ้วใดนิ้วหนึ่งพร้อมกับเริ่มประกอบพิธีแต่งงานโดยจะมีการกล่าววาจาเป็นสำคัญ โต๊ะอิหม่ามจะกล่าวว่า “ยา…อับดุลเลาะห์ อากูนิกะห์ อากันดีเกา บาร์วอเกล์วอ ลีปาเปาะญอ อากันดากู คืออันฮาลีเมาะ เป็นดีมูฮัมมัด อีซีกะห์ เบ็นซะบาเญาะญอ สะราดฆอปู และดีโยโก๊ะดูนา” เจ้าบ่าวกล่าวตอบรับ “อากูตรีมอ นิกะห์ญอ คืองันอีซึกะห์ เว็ซะบาเญาะ ตีรึซีโมะอึดู” ซึ่งแปลว่า ได้ยอมรับการแต่งงาน ตามจำนวนเงินหัวขันหมาก

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

ที่มา : UFABET1688

อาหารต้องห้ามมุสลิม

อาหารต้องห้ามมุสลิม
อาหารต้องห้ามมุสลิม

อาหารต้องห้ามมุสลิม ในเรื่องของอาหารเป็นสิ่งสำคัญ เป็นเรื่องใหญ่ และเป็นสิ่งจะเป็นสำหรับทุกคน เพราะการกินอาหารนั้นเป็นจุดเริ่มแรกของเศรษฐกิจต่าง ๆ ถ้าหากคนเราต้องการที่จะกินสิ่งใดนั้น มนุษย์นี่แหละก็จะเป็นคนผลิต คนสร้างขึ้นมาเพื่อที่จะตอบสนอง

ถ้าหากคนเรารู้จักของที่มีประโยชน์และดี มนุษย์เราก็จะสรรค์สร้างขึ้นมาและผลิตมาเพื่อมนุษย์ แต่ในทางตรงกันข้ามนั้นหากเรานั้นกินของที่เป็นโทษ มนุษย์ก็จะสรรค์สร้างของที่เป็นโทษออกมาให้เรารับประทานเช่นกัน และถ้าหากมนุษย์เราไม่รู้จักเลือกกินก็อาจจะกินทุกอย่างแม้กระทั่งกินเนื้อสุนัข กินเลือดกินเนื้อของมนุษย์ด้วยกันเอง ฉะนั้นในคำสอนของทุกศาสนาจึงได้มีการวางกรอบในการกินไว้ที่แตกต่างกันบ้างมายาวนาน เรียกได้ว่ายาวนานนับตั้งแต่โลกของเรานั้นไม่มีกฎหมายและความเจริญต่าง ๆ

อาหารที่ต้องห้าม

สำหรับชาวมุสลิม การกินนันไม่ใช่แค่มีความสำคัญของร่างกายเพียงเท่านั้น แต่ก็ยังมีความสำคัญต่อความสะอาด ความเข้มแข็งรวมทั้งการเจริญเติบโตในด้านของจิตวิญญาณในตัวตนที่แท้จริงของเรา ถ้ากล่าวถึงอาหารที่สกปรกในส่วนทัศนะของพระเจ้านั้นไม่ใช่แค่จะมีผลเสียต่อร่างกายเท่านั้น แต่รวมถึงการทำให้จิตวิญญาณที่พลอยจะสกปรกไปด้วย และในส่วนที่สำคัญมากที่สุดนั้นในการกินอาหารต้องห้ามก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้พระเจ้าไม่รับคำวิงวอนหรือดุอาอ์ของคนนั้น ๆ

ด้วยเหตุนี้ มุสลิมก็ได้มีกฎเกี่ยวกับอาหารเช่นกัน ซึ่งสิ่งที่ศาสนาอิสลามได้อนุมัติให้ชาวมุสลิมกินได้นั้นเรียกว่า ฮะลาล และสิ่งที่ห้ามกินนั้นเรียกว่า ฮะรอม ซึ่งในกฎหมายนั้นจะละเอียดและครอบคลุมพฤติกรรมของมนุษย์ กล่าวได้ว่าความเป็นมุสลิมนั้นต้องขึ้นอยู่กับอาหารการกินนั่นเอง

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

กฎในการกินของมุสลิม

  1. อาหารและสิ่งที่ใช้ต้องรับการอนุมัติและต้องสะอาด
  2. อาหารต้องดีและมีประโยชน์
  3. ในการกินต้องการพอประมาณไม่ฟุ่มเฟือยสุรุ่ยสุร่าย

สิ่งต้องห้ามในการกิน

  1. เนื้อหมูและผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจากหมูทุกชนิด
  2. เลือดทุกอย่างไม่ว่าจะนำไปทำหรือผสมอาหารต่าง ๆ
  3. เนื้อสัตว์ที่ตายตามธรรมชาติหรือไม่รู้สาเหตุการตาย เพราะอาจจะเป็นอันตรายจากเชื้อโรคได้
  4. เนื้อสัตว์ที่ตกจากที่สูงตาย ถูกทุบ หรือรัดคอ
  5. เนื้อสัตว์ที่ถูกเชือดโดยไม่ได้กล่าวนามของพระเจ้า ถ้าหากจะกินมันต้องขออนุญาตจากพระเจ้าเพื่อที่จะเอาชีวิตมัน
  6. อาหารต่าง ๆ ที่นำไปเซ่นไหว้ หรือนำไปถวายเจ้าอื่น ๆ
  7. สัตว์ที่ใช้กรงเล็บและเขี้ยวที่ใช้กินเหยื่อเป็นอาหาร
  8. สิ่งมึนเมาทุกอย่าง โดยเฉพาะสุรา

ทั้งนี้จะเห็นว่าอาหารต้องห้ามที่ได้กล่าวมานั้นไม่ก่อให้เกิดประโยชน์กับคนเรา ถ้าไม่กินสิ่งนี้ก็ไม่ตาย แต่หากกินเข้าไปก็จะเกิดโทษต่อคนกินนั่นเอง

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

ที่มา : UFABET1688

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0