การดำเนินชีวิตกับอัลกุรอาน

การดำเนินชีวิตกับอัลกุรอาน
การดำเนินชีวิตกับอัลกุรอาน

การดำเนินชีวิตกับอัลกุรอาน สำหรับการพูดเกี่ยวกับเรื่องราวอัลกุรอานก้ถือว่าเป็นการพูดในเรื่องที่ใหญ่ ซึ่งเป็นการกล่าวในคัมภีร์ในเรื่องของความยิ่งใหญ่ ในเรื่องราวของอัลกุรอานนั้นมันอาจจะมีความรู้สึกที่เกิดขึ้นมาทั้งความรู้สึกที่ดีใจหรือละอายใจ กล่าวได้ว่า เราอาจจะดีใจที่ได้พูดถึงคำดำรัสในเรื่องที่เกี่ยวกับอัลกุรอานของอัลลอฮฺหรือละอายใจเช่นเราได้ถือวิสาสะมาพูดในเรื่องคำดำรัสที่สูงส่งของพระอัลลอฮฺ แต่ถ้าหากว่าใครนั้นได้พูดถึงในเรื่องของพระอัลลอฮฺแน่นอนว่าทั้งชีวิตของผู้นั้นไม่อาจจะพูดในเรื่องราวได้จนครบถ้วนเป็นแน่

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

แต่ในวันนี้เราจะมาขอพูดถึงวิธีที่ทำให้เนื้อหาของอัลกุรอานนั้นมีผลต่อมุสลิมทุกคน โดยเฉพาะเหล่ามุสลิมในช่วงเดือนเราะมะฎอน จึงได้มีรายงานที่มีความน่าเชื่อถือจากท่านอุษมาน เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ที่ได้มาแปลจากคำที่กล่าวออกมาว่า “หากหัวใจของท่านนั้นมีความบริสุทธ์จริงแท้ พวกท่านนั้นก็จะโหยหาและไม่มีวันที่จะเต็มอิ่มกับคำในดำรัสของพระผู้อภิบาลของท่านอย่างแน่” นี่ก็เป็นเพราะอัลกุรอานในคำดำรัสของอัลลอฮฺ ซึ่งในคำดำรัสคือคุณลักษณะจากเหล่าบรรดาคุณลักษณะของพระองค์เอง

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

ในประการแรกนั้นขอให้ท่านได้พินิจเกีรติที่อัลกุรอานได้มอบให้กับผู้คน คือ การอ่าน การฟัง ใคร่ครวญและนำมาใช้ และแน่แท้ว่าในการมีชีวิตที่ผูกพันกับอัลกุรอ่านนั้น ถือเป็นกรใช้ชีวิตที่มีเกียรติ และเป็นความโปรดปรานที่อัลลลอฮฺได้ประทานให้ผู้ที่พระองค์ประสงค์ทั้งหลาย ถือว่าเป็นชีวิตที่ดีที่สุด และด้วยเหตุนี้นั้น ก็เป็นความเหมาะสมที่สุดสำหรับผู้ที่ศรัทธาด้วยความจริงใจต่อตนเองที่เกิดความจริงจังต่อชีวิตที่แท้จริงที่ได้มีความผูกพันกับอัลกุรอานเท่านั้น ต่างคนต่างมีความเชื่อมั่นติ่ความสัจจริงของมัน คำสัญญาทั้งหมดมันจะต้องเกิดขึ้นจริงด้วยวิธีการนำเสนอที่ส่งผลต่อต่อจิตใจ

ในเดือนเราะมะฎอน นั้นถือว่าเป็นโอกาสในการได้ทบทวนอัลกุรอาน กับความแม่นยำเป็นขั้นแรก ๆ และยังถือว่าเป็นโอกาสในความเอาจริงเอาจัง ในการอ่นอัลกุรอานที่มีผลต่อใจ และความสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงบุคลิกภาพให้ดีขึ้น โดยการปรารถนากับพฤติกรรม หลังจากที่ได้อ่านอัลกุรอานนั้น ดังนั้นการมีชีวิตที่ได้ผูกพันกับอัลกุรอาน นั้นก็คือการมีชิวิตที่มีการรักใคร่ต่อบรรดาเหล่าอายะฮฺของ พระผู้ทรงเมตตา รวมทั้งการให้เกียรติ และการเทิดทูน ทั้งนี้การอ่านอัลกุรอานนั้น เป็นสิ่งที่ดีสำหรับเราทุกคนที่จะได้ปรับปลี่ยนความตั้งใจ สู่การตะดับบุรพินิจ และใคร่ครวญอัลกุรอาน กระทั่งได้มีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของเราเอง และจะทำให้กิจการในชีวิตเราได้ปรับเปลี่ยนสู่ทุกสิ่งให้ดีงามขึ้นไป

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

ที่มา : UFABET1688

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

การอีลาอ์

การอีลาอ์
การอีลาอ์

การอีลาอ์ เป็นการสาบานที่จะไม่มีเพศสัมพันธ์กับภรรยาของตน ซึ่งคือ การที่สามีนั้นที่มีเพศสัมพันธ์ได้ แต่การมีเพศสัมพันธ์ที่ได้มีการสาบานต่อพระอัลลอฮฺ ว่าจะไม่สมสู่กับภรรยาของตนไปตลอด หรือจะต้องมากกว่า 4  เดือน

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

เป็นการสั่งสอนภรรยาของตน ที่ไม่ยอมเชื่อฟังคำกล่าว ความขัดขืน ดื้อรั้น และไม่ภักดีต่อสามีตนเอง และจึงจำเป็นที่จะต้องอนุญาตให้สามีนั้น กระทำได้เท่าที่ต้องการ นั่นก็คือ 4 เดือนหรือน้อยกว่านี้ แต่ถ้าหากว่าเกินไปกว่านี้นั้นเป็นที่ต้องห้ามนั่นเอง ซึ่งการกระทำเช่นนี้นั้นเป็นการกดขี่และอธรรม เพราะนี่เป็นถึงการสาบานที่เป็นการละเว้น ในสิทธิและหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติต่อภรรยานั่นเอง

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

ในสมัยก่อนนั้น ถ้าหากสามีไม่พอใจภรรยาของตนเอง แต่ก็จะไม่ให้ภรรยาของตนไปแต่งงานกับชายคนอื่น และเขานั้นก็จะกล่าวคำสาบานอีกด้วยว่า จะไม่แตะต้องตัวนางไปตลอดหรือกล่าวเป็นปี ๆ ก็เป็นได้ ดั้งนั้นจึงเป็นการตั้งเป้าหมายในการทำร้ายนาง ซึ่งนางนั้นก็จะไม่ใช่เป็นภรรยาแต่ก็มีสิทธิ์ที่จะไปแต่งงานใหม่ได้ ทั้งนี้เพราะอัลลอฮฺนั้นเพียงต้องการให้มีขอบเขตในการประสงค์ดังกล่าว จึงได้กำหนดเป็นช่วงเวลาไว้ให้ และยังห้ามการสาบานที่มากกว่านั้น เพื่อจะไม้ให้เกิดผลร้ายหรืออันตรายต่าง ๆ ต่อภรรยานั่นเอง

เมื่อฝ่ายชายได้กล่าวคำสาบานว่าจะไม่เข้าใกล้และไม่แตะต้องภรรยาของเขาแล้วรวมทั้งไม่ร่วมเพศสัมพันธ์กับนางไปตลอดหรือมากกว่าสี่เดือน ต้าหากฝ่ายชายนั้นดันไปมีเพศสัมพันธ์กับนางในช่วงสี่เดือนนั่นจึงถือได้ว่าเป็นการสิ้นสุดของการสาบาน และเข้านั้นก็ต้องไถ่การสาบานอีกด้วย เป็นการเสียค่าไถ่การสาบานโดยที่จะต้องเลี้ยงอาหารคนยากจนเป็นจำนวน 10 คน หรือการให้เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายกับพวกเขา หรือกาปล่อยทาสนั่นเอง แต่ถ้ามีเงินไม่มากพอก็ต้องจะถือศีลอดเป็นเวลาถึง 3 วันเลยทีเดียว แต่ถเหากระยะเวลานั้นได้ผ่าน 4 เดือนไปแล้วเขายังไม่ได้มีเพศสัมพันธ์กับภรรยาของตน ภรรยานั้นก็สามารถที่จะเรียกร้องได้ ซึ่งถ้าสามีนั้นได้ทำตามคำเรียกร้องของภรรยาแล้ว เขาก็จะไม่ต้องเสียค่าไถ่การสาบาน แต่หากสามีไม่รับคำวอนขอของภรรยาของตนนั้น ภรรยาก็มีสิทธิที่จะเรียกร้องขอให้หย่า ถ้าหากสามีนั้นไม่ยอมหย่าอีก ก็ต้องให้ผู้พิพากษานั้นทำการหย่าให้กับนาง เพื่อปกป้อง และป้องกันฝ่ายหญิงที่จะได้รับความเสียหายต่อตนนั่นเอง ซึ่งสุดท้ายแล้วหากเป็นสิ่งที่ถูกต้องก็ต้องทำตามคำกล่าวและควรต้องยอมรับในสิ่งที่เกิดขึ้นได้

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

ขอขอบคุณบทความดี ๆ จาก แทงบอลออนไลน์

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

พิธีการแต่งงานตามหลักของศาสนาอิสลาม

พิธีการแต่งงานตามหลักของศาสนาอิสลาม

พิธีการแต่งงานตามหลักของศาสนาอิสลาม หรือเรียกว่า นิกะห์ ซึ่งการจัดลำดับขั้นตอนในการที่จะจัดงานแต่งงานขึ้นนั้น ตามประเพณีการแต่งงานที่ถูกต้องตามหลักของศาสนาอิสลามนั้นจะมีด้วยกัน 3 ขั้นตอนนั่นเอง คือ การสู่ขอ การหมั้ง และถึงจะเป็นขั้นตอนของการแต่งงานนั่นเอง เพราะการแต่งงานนั้นถือได้ว่าเป็นประเพณีที่มีความหมายและมีความสำคัญมากกับคู่บ่าวสาวที่ได้ถูกบัญญัติไว้ตามหลักศาสนา นอกจากนั้นในพิธีแต่งงานก็ไม่นิยมจัดขึ้นในช่วงพิธีฮัจญ์

ขั้นตอนการแต่งงานตามหลักสำคัญของอิสลาม

  1. ขั้นการสู่ขอ ในอดีตการนั้นในส่วนของการสู่ขอเจ้าสาวนั้น ฝ่ายชายจะเป็นคนให้ญาติผู้ใหญ้ฝ่ายของตนที่เป็นผู้หญิง ไปสู่ขอเจ้าสาวกับพ่อและแม่ของฝ่ายหญิงนั่นเอง และเมื่อเมื่อได้รับการตกลงแล้วก็จะได้ออกมากำหนดในวันหมั้น ทั้งนี้ในการตอบตกลงของพ่อกับแม่ของฝ่ายหญิงนั้นจะไม่ขอความเห็นจากจากลูกของตนก่อน จนกระทั่งต่อมาในปัจจุบันนี้นั้นผู้ที่จะมาสู่ขอของฝ่ายชายนั้น ถ้าสู่ขอก็ต้องมีอะไรติดไม้ติดมืออย่างเช่น ขนมหรือ ผลไม้ไปฝากทางด้านของฝ่ายหญิงอีกด้วย และเมื่อได้ไปถึงบ้านฝ่ายหญิงแล้วก็จะพูดว่า “มีธุระ จะมาปรึกษาด้วย” จากนั้นจะถามว่าผู้หญิงที่จะมาสู่ขอนั้น “มีคู่หรือยัง” ถ้าหากฝ่ายหญิงตอบกลับไปว่า “ไม่มี” ก็พูดต่อว่าจะต้องการสู่ขอให้กับใคร ซึ่งฝ่ายหญิงจะยังไม่ตอบตกลงในตอนนั้นและจะขอเวลาปรึกษากันในญาติของตนก่อนราว ๆ 1 สัปดาห์ ในระหว่างนั้นฝ่ายหญิงจะส่งคนไปบอกฝ่ายชายในกรณีที่ตกลง แต่ถ้าไม่ตกลงนั้นก็จะปล่อยเงียบไปเอง เมื่อฝ่ายหญิงได้ตกลงแล้วนั้น ฝ่ายชายก็จะไปคุยในเรื่องของกำหนดการในวันแต่งงาน ค่าสินสอด ทองหมั้น และมะฮัรฺ
  2. ขั้นตอนการหมั้น ในอดีตกาลเมื่อกำหนดถึงวันหมั้น ฝ่ายชายก็จะจัดขบวนเถ้าแก่ และขบวนขันหมากไปยังบ้านของฝ่ายหญิง ในส่วนของฤกษ์การแห่ขันหมากนั้นจะเป็นเวลาช่วงเย็นราว ๆ 16:00 – 17:00 น. ขันหมากนั้นจะประกอบด้วย พาน 3 คือพานหมากพลู พานข้าวเหนียวเหลือง และพานขนม แต่สำหรับคนที่มีฐานะก็อาจจะเพิ่มพานขนมเข้าไปอีกก็ได้ ในพานหมากพลูนั้นจะมีเงินและสินสอดใส่ไว้ใต้หมากพลู เรียกว่า ลาเปะซีเฆะ หรือเงินรองพลู ส่วนพานขนมจะมี ขนมดูปงปูตู ข้าวพองและขนมก้อน้ำตาล (ดูปงฮะลูวอคีแม) และขันหมากเหล่านี้จะห่อผ้าด้วยสีที่สวยงาม

เมื่อฝ่ายชายไปถึง เถ้าแก่ของฝ่ายชายจะพูดกล่าวขึ้นว่า “วันนี้..ชื่อเจ้าบ่าว…ได้เอาของมาหมั้น…ชื่อเจ้าสาว” เมื่อเถ้าแก่ของฝ่ายหญิงรับของหมั้น เถ้าแก่ชายจะถามต่อว่า “เงินหัวขันหมากนั้นเท่าไหร่” และเถ้าแก่หญิงก็จะตอบ จากนั้นก็จะเป็นการปรึกษากันถึงในวันแต่งงาน วันจัดงานเลี้ยง และก่อนที่ฝ่ายชายจะกลับนั้นฝ่ายหญิงจะนำกาเฮงแปลก๊ะ หรือกาเฮงปาเต๊ะลือป๊ะ ใส่พานที่ใส่หมากพลูมาหมั้น ส่วนพานข้าวเหนียวเหลืองและพานขนมนั้นจะให้ไว้ที่บ้านฝ่ายหญิง

3. ขั้นตอนพิธีการแต่งงาน ในสมัยก่อนพิธีการแต่งงานจะจัดหลังวันหมั้นแล้วไม่เกิน 2 สับดาห์ จะถือฤกษ์เวลา 16:00-17:00 น. ของวันใดวันหนึ่ง ฝ่ายของเจ้าบ่าวจะยกขั้นหมากไปสู่ขอยังบ้านเจ้าสาว ในขบวนขันหมากจะมีเจ้าบ่าว เพื่อนเจ้าบ่าว ญาติผู้ใหญ่ประมาณ 5- 6 คน ซึ่งครั้งนี้ไม่มีของอะไรที่จะต้องนำไป นอกจากเงินหัวขั้นหมาก ที่ใส่ไว้ในขันหมากทองเหลือง ห่อหุ้มด้วยผ้าเช็ดหน้าให้เจ้าบ่าวเป็นคนถือ และกล้วยพันธุ์ดี 2 – 3 หวีเพียงแค่นั้น ในวันแต่งนั้นบ้านเจ้าสาวต้องจัดเตรียมการต้อนรับเป็นอย่างดีโดยเชิญโต๊ะอิหม่ามเป็นประธานในพิธีการแต่งงาน และะผู้ทรงคุณธรรมอีก 1 คน เพื่อเป็นสักขีพยาน ผู้นั้นต้องเป็นผู้มีศีลสัตย์ เมื่อหัวขันหมากถึงบ้านเจ้าสาวแล้ว ฝ่ายเจ้าสาวจะต้อนรับ และเจ้าบ่าวก็จะส่งมอบเงินหัวขันหมากให้กับโต๊ะอิหม่าม จากนั้นก็เป็นการร่วมรับประทานอาหารกัน

ส่วนเจ้าสาวจะถูกเก็บตัวไว้ในห้องเท่านั้นหลังจากที่เลี้ยงอาหารเสร็จ เจ้าบ่าวจะไปนั่งหน้าโต๊ะอิหม่าม จากนั้นพ่อเจ้าบ่าวจะไปถามเจ้าสาวว่ายินยอมหรือไม่ ในการถามจะมีพยานอยู่ด้วย เมื่อเจ้าสาวยินยอม พยานก็จะรับทราบด้วย และจะเริ่มดำเนินงานต่อ จากนั้นจะมีการอ่านศาสนบัญญัติการแต่งงานเรียกได้ว่า บาจอกุฐตีเบาะห์ เมื่ออ่านจบ โต๊ะอิหม่ามจะยื่นมือไปจับมือเจ้าบ่าวนิ้วใดนิ้วหนึ่งพร้อมกับเริ่มประกอบพิธีแต่งงานโดยจะมีการกล่าววาจาเป็นสำคัญ โต๊ะอิหม่ามจะกล่าวว่า “ยา…อับดุลเลาะห์ อากูนิกะห์ อากันดีเกา บาร์วอเกล์วอ ลีปาเปาะญอ อากันดากู คืออันฮาลีเมาะ เป็นดีมูฮัมมัด อีซีกะห์ เบ็นซะบาเญาะญอ สะราดฆอปู และดีโยโก๊ะดูนา” เจ้าบ่าวกล่าวตอบรับ “อากูตรีมอ นิกะห์ญอ คืองันอีซึกะห์ เว็ซะบาเญาะ ตีรึซีโมะอึดู” ซึ่งแปลว่า ได้ยอมรับการแต่งงาน ตามจำนวนเงินหัวขันหมาก

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

ที่มา : UFABET1688

อาหารต้องห้ามมุสลิม

อาหารต้องห้ามมุสลิม
อาหารต้องห้ามมุสลิม

อาหารต้องห้ามมุสลิม ในเรื่องของอาหารเป็นสิ่งสำคัญ เป็นเรื่องใหญ่ และเป็นสิ่งจะเป็นสำหรับทุกคน เพราะการกินอาหารนั้นเป็นจุดเริ่มแรกของเศรษฐกิจต่าง ๆ ถ้าหากคนเราต้องการที่จะกินสิ่งใดนั้น มนุษย์นี่แหละก็จะเป็นคนผลิต คนสร้างขึ้นมาเพื่อที่จะตอบสนอง

ถ้าหากคนเรารู้จักของที่มีประโยชน์และดี มนุษย์เราก็จะสรรค์สร้างขึ้นมาและผลิตมาเพื่อมนุษย์ แต่ในทางตรงกันข้ามนั้นหากเรานั้นกินของที่เป็นโทษ มนุษย์ก็จะสรรค์สร้างของที่เป็นโทษออกมาให้เรารับประทานเช่นกัน และถ้าหากมนุษย์เราไม่รู้จักเลือกกินก็อาจจะกินทุกอย่างแม้กระทั่งกินเนื้อสุนัข กินเลือดกินเนื้อของมนุษย์ด้วยกันเอง ฉะนั้นในคำสอนของทุกศาสนาจึงได้มีการวางกรอบในการกินไว้ที่แตกต่างกันบ้างมายาวนาน เรียกได้ว่ายาวนานนับตั้งแต่โลกของเรานั้นไม่มีกฎหมายและความเจริญต่าง ๆ

อาหารที่ต้องห้าม

สำหรับชาวมุสลิม การกินนันไม่ใช่แค่มีความสำคัญของร่างกายเพียงเท่านั้น แต่ก็ยังมีความสำคัญต่อความสะอาด ความเข้มแข็งรวมทั้งการเจริญเติบโตในด้านของจิตวิญญาณในตัวตนที่แท้จริงของเรา ถ้ากล่าวถึงอาหารที่สกปรกในส่วนทัศนะของพระเจ้านั้นไม่ใช่แค่จะมีผลเสียต่อร่างกายเท่านั้น แต่รวมถึงการทำให้จิตวิญญาณที่พลอยจะสกปรกไปด้วย และในส่วนที่สำคัญมากที่สุดนั้นในการกินอาหารต้องห้ามก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้พระเจ้าไม่รับคำวิงวอนหรือดุอาอ์ของคนนั้น ๆ

ด้วยเหตุนี้ มุสลิมก็ได้มีกฎเกี่ยวกับอาหารเช่นกัน ซึ่งสิ่งที่ศาสนาอิสลามได้อนุมัติให้ชาวมุสลิมกินได้นั้นเรียกว่า ฮะลาล และสิ่งที่ห้ามกินนั้นเรียกว่า ฮะรอม ซึ่งในกฎหมายนั้นจะละเอียดและครอบคลุมพฤติกรรมของมนุษย์ กล่าวได้ว่าความเป็นมุสลิมนั้นต้องขึ้นอยู่กับอาหารการกินนั่นเอง

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

กฎในการกินของมุสลิม

  1. อาหารและสิ่งที่ใช้ต้องรับการอนุมัติและต้องสะอาด
  2. อาหารต้องดีและมีประโยชน์
  3. ในการกินต้องการพอประมาณไม่ฟุ่มเฟือยสุรุ่ยสุร่าย

สิ่งต้องห้ามในการกิน

  1. เนื้อหมูและผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจากหมูทุกชนิด
  2. เลือดทุกอย่างไม่ว่าจะนำไปทำหรือผสมอาหารต่าง ๆ
  3. เนื้อสัตว์ที่ตายตามธรรมชาติหรือไม่รู้สาเหตุการตาย เพราะอาจจะเป็นอันตรายจากเชื้อโรคได้
  4. เนื้อสัตว์ที่ตกจากที่สูงตาย ถูกทุบ หรือรัดคอ
  5. เนื้อสัตว์ที่ถูกเชือดโดยไม่ได้กล่าวนามของพระเจ้า ถ้าหากจะกินมันต้องขออนุญาตจากพระเจ้าเพื่อที่จะเอาชีวิตมัน
  6. อาหารต่าง ๆ ที่นำไปเซ่นไหว้ หรือนำไปถวายเจ้าอื่น ๆ
  7. สัตว์ที่ใช้กรงเล็บและเขี้ยวที่ใช้กินเหยื่อเป็นอาหาร
  8. สิ่งมึนเมาทุกอย่าง โดยเฉพาะสุรา

ทั้งนี้จะเห็นว่าอาหารต้องห้ามที่ได้กล่าวมานั้นไม่ก่อให้เกิดประโยชน์กับคนเรา ถ้าไม่กินสิ่งนี้ก็ไม่ตาย แต่หากกินเข้าไปก็จะเกิดโทษต่อคนกินนั่นเอง

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

ที่มา : UFABET1688

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

อาณาจักรอิสลามในสมัยก่อน

อาณาจักรอิสลามในสมัยก่อน
อาณาจักรอิสลามในสมัยก่อน

อาณาจักรอิสลามในสมัยก่อน มีการบันทึกในประวัติศาสตร์ว่า ศาสนาที่เติบโตและก็มีการแพร่หลายได้เร็วเยอะที่สุดในโลกก็คือ ศาสนาอิสลามนั่นเอง สำหรับในการเผยแพร่ทางอิสลามหลังการสินพระชนม์ของท่านศาสดามูฮัมหมัดซอลลัลลอฮฺฮูอะลัยฮิวาซัลลัมนั้น แต่ว่าสำหรับเพื่อการเผยแพร่ทางศาสนาก็มิได้แค่เพียงหยุดเท่านั้น ซึ่งถัดมาก็ได้มีการจัดการแพร่หลายโดยตลอดโดยเหล่าศอฮาบะฮ์ หรือสาวกของท่าน ในส่วนของการเผยแพร่ของพวกเขานั้นมีหลากหลายแนวทางด้วยเหมือนกัน ดังเช่น การอาศัยหนทางจากกระบวนการทำการค้าขาย แล้วก็การค้าไปทั่วทุกมุมโลก

จากการทำงานสำหรับการเผยแพร่ศาสนาของ อัลฮัมดูลิลลาฮฺ กระทั่งทำให้อาณาจักรมีความยิ่งใหญ่แล้วก็ได้น้อมรับศาสนาอิสลาม รวมทั้งต่อจากนี้ทางเว็บไซต์ของพวกเราจะมาเล่ากล่าวอาณาจักรอิสลามที่มีอิทธิพลเยอะที่สุดในโลกในประวัติศาสตร์ของอิสลาม

อาณาจักรเดมาร์ก

เป็นอาณาจักรอิสลามที่แรกที่เป็นประวัติศาสตร์มีความยิ่งใหญ่อยู่ในทางตอนเหนือของเกาะชวา ในเริ่มต้นอาณาจักรที่นี้ได้เป็นเมืองหนึ่งของมาญาปาได้รับความนิยม แต่ว่าเมื่อมีอำนาจก็มีการก้าวร้าวเกิดขึ้นกระทั่งทำให้มีความขัดแย้ง แล้วก็ต่อมาได้รับการสืบสานอำนาจตามขนบธรรมเนียมภายหลังที่ได้เสื่อมอำนาจลง

อาณาจักรนี้ได้มีการเติบโตขึ้นกระทั่งเปลี่ยนเป็นศูนย์การค้า แล้วก็ยังเป็นศุนย์กลางสำหรับเพื่อการเผยแผ่ทางศาสนาอิสลาม

จักรพรรดิมาลี

เป็นเมืองหนี่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในทวีปแอฟริกา เริ่มจัดตั้งเมื่อปี 1 2 3 4 – 1 6 1 0 ซึ่งสถานที่แห่งนี้ได้มีการเผยแพร่ภาษา วัฒนธรรม รวมทั้งศาสนาในดินแดนแอฟริกาตะวันตก ถัดมาช่วงได้กำเนิดความเจริญก้าวหน้าขึ้นในรัชสมัยของกษัตริย์มูซาที่ 1 สำหรับในการดูแลได้นำเอาศาสนาให้กับเหล่าขุนนางอีกด้วย

จักรวรรดิออตโตมัน

เป็นที่รู้จักกันมากมาย ในฐานะที่เป็นอาณาจักรอิสลามที่ใหญ่ในเมืองตุรกี ที่ได้ยังคงอยู่ระหว่างตามรอยต่อของทวีปเอเชียรวมทั้งยุโรปนานราว 6 0 0 ปี ถัดมาได้มีการขยายอิทธิพลไปยังทวีปเอเชีย ยุโรป รวมทั้งแอฟริกา จากการเผยแพร่ศาสนาอิสลาม

จักรวรรดิโมกุล

เป็นรัฐอิสลามในประเทศอินเดียที่มีอำนาจมากเมื่อปี 1 5 2 6 – 1 8 5 8 จักรวรรดินี้ได้มีการจัดตั้งขึ้นโดยซาฮีรุดดีน มูอัมหมัด บาร์เบอร์ ซึ่งท่านผู้นี้เป็นบุตรของหลานชายของตีมูร์อีแลงเชื้อสายมองโกล ถัดมาได้มีการแต่งตั้งขึ้น ความยิ่งใหญ่ได้มีความแพร่หลายจนกระทั่งสามารถครอบครองหลายพื้นที่ของอัฟกานิสถานทั่วภูมิภาคในประเทศอินเดีย และก็ยังสามารถโค่นอำนาจระบอบสุลต่านที่นิวเดลีได้สำเร็จอีกด้วย จนได้ควบคุมอินดินแดนทั้งหมดในประเทศอินเดีย

ราชวงศ์อุมัยยะฮ์

พูดได้ว่าเป็นราชวงศ์อิสลามที่มีอิทธิพลมากมายสำหรับในการเผยแพร่อิสลาม จากการดำรงชีวิตในราชวงศ์ที่นี่นั้น สามารถหลอมรวมดินแดนได้จากจีนแผ่นดินใหญ่ไปจนกระทั่งในทางตอนใต้ของประเทศฝรั่งเศสได้อีกด้วย ซึ่งราชวงศ์ที่นี้เป็นราชวงศ์ที่โบราณที่ได้ปกครองในดินแดนตะวันออกกลางตั้งแต่ปี 6 6 1 – 7 5 0 แล้วก็ในคาบสมุทรโคโดบาของประเทศสเปนตั้งแต่ปี 7 5 6 – 1 0 3 1 นั่นเอง

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

ที่มา : แทงบอลออนไลน์

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

เทรนด์อาหารและเครื่องดื่ม

เทรนด์อาหารและเครื่องดื่ม
เทรนด์อาหารและเครื่องดื่ม

เทรนด์อาหารและเครื่องดื่ม พฤติกรรมการบริโภคอาหาร และอาหารนั้นมีการปรับเปลี่ยนเป็นอย่างมาก จากอดีตกาลนั้นผู้บริโภคอาหารเปรียบเสมือนยา ต่อมาในปัจจุบันวัฒนธรรมต่าง ๆ ก็ได้มีการเปลี่ยนแปลงไป ในการรับประทานอาหารจึงเกี่ยวในเรื่องของค่านิยม และในวันนี้เราจะมาพูดถึงแนวโน้มการบริโภคอาหาร แนวคิดที่เปลี่ยนไปของการกิน การรับมือของผู้ผลิตและผู้ประกอบการธุรกิจของอาหารและเครื่องดื่มในประเทศไทย

อาหารเพื่อสุขภาพ ที่ผ่านมานั้นมีผู้บริโภคได้เอาใจใส่ในเรื่องของสุขภาพเพิ่มมากขึ้น ประเภทอาหารออแกนิก สินค้าที่ปราศจากลูเตนและแลคโตส รวมถึงอาหารที่มีสัดส่วนประเภทของน้ำตาลและไขมันต่ำ ซึ่งเมื่อปี 2 0 1 3 มูลค่าของสินค้าอาหารและเครื่องดื่มออแกนิกในท้องตลาดทั่วโลกนั้นมีอยู่ประมาณ 8 0 , 0 0 0 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และคาดว่าจะเพิ่มสูงขึ้นอยู่ที่ประมาณ 1 6 1 , 5 0 0 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ อีกด้วย

อาหารสำเร็จรูป ในชีวิตประจำวันกับการเร่งรีบทำให้อาหารสำเร็จรูปนั้นมาแรงมาก ๆ โดยอาหารจำพวกนี้เป็นอาหารสำเร็จรูปพร้อมทาน พร้อมปรุง อาหารที่ส่งถึงหน้าบ้านคุณ จนเป็นอาหารแปรรูปที่สะดวกสบายในการบริโภคและยังเก็บได้นาน

อาหารฮาลาล ในกลุ่มประชากรมุสลิมที่กำลังมีการขยายตัว จึงทำให้การตลาดเศรษฐกิจเป็นตลาดที่ได้เปิดใหม่ขึ้นและยังมีอัตราการเจริญเติบโตที่เพิ่มมากขึ้นและรวดเร็วอย่างมากในปัจจุบัน อุตสาหกรรมฮาลาลนั้นยังเป็น ท้องตลาดพันล้านอันดับที่ 3 ของโลก จากประเทศจีนและประเทศอินเดียนั่นเอง เพราะการตลาดนั้นต้องรองรับชาวมุสลิมที่มีจำนวนถึง 2,000 ล้านคน ซึ่งชาวมุสลิมนั้นมีข้อห้ามในการรรับประทานอาหารถึง 6 ข้อตามหลักศาสนา ABCD IS ซึ่งก็คือ แอลกอฮอล์ เลือด เนื้อของสัตว์ที่ตายแล้ว สัตว์กินเนื้อและนก อาหารที่ถวายให้กับเทพเจ้ายกเว้นพระเจ้าอัลลอฮ์ และเนื้อหมู ดังนั้นการตลาดฮาลาลจึงมีมูลค่าถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ปี 2013

อาหารเสริม สินค้าและผลิตภัณฑ์อาหารเสริมนั้นเป็นกลุ่มสินค้าหนึ่งที่มีอิทธิพลมากในท้องตลาด เพราะสามารถตอบโจทย์ได้ตรงจุดผู้บริโภค ทั้งอาหารและเครื่องดื่มที่สามารถทำให้สมรรถภาพในการทำงานของร่างกายและสมอง การสร้างภูมิคุ้มกัน รวมทั้งการเสริมความงามต่าง ๆ อาหารเสริมจึงเป็นอาหารทางเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการโดยตรง

อาหารเพื่อผู้สูงอายุ จากเหตุการณ์ Aging Society โดยประเทศไทยนั้นส่งผลให้ธุรกิจทางด้านอาหารนั้นมีการพัฒนาเพื่อรองรับความต้องการในกลุ่มผู้บริโภค ดังนั้นใน สหประชาชาติได้คาดการณ์ไว้ว่า เมื่อปี 2050 มนุษย์โลกมากกว่า 20 % จากมีอายุในการใช้ชีวิตมากกว่า 60 ปี ซึ่งแนวโน้มนี้ยังเป็นโอกาสและความท้าทายของผู้ผลิตในธุรกิจอาหารเพราะเป็นการเพิ่มกลุ่มบริโภคชนิดหนึ่งเข้ามา

ซึ่งถ้าหากใครกำลังหาโอกาสทางธุรกิจอาหารของตนเองอยู่ละก็ ควรที่จะศึกษาในเรื่องของการตลาดที่ต้องเข้าแข่งขัน เพราะว่าธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มนั้นก็เป็นผลิตภัณฑ์และสินค้าที่ทุกคนจำเป้นต้องใช้ หากจับจุดของตลาดได้อย่างชัดเจนและรวดเร็วเราเชื่อว่าธุรกิจของคุณจะทำเงินให้คุณอย่างมหาศาล

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

ขอบคุณที่มาจาก UFABET

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

การใช้ชีวิตกับอัลกุรอาน

การใช้ชีวิตกับอัลกุรอาน
การใช้ชีวิตกับอัลกุรอาน

การใช้ชีวิตกับอัลกุรอาน จากการกล่าวถึงในเรื่องราวของอัลกุรอานนั้นถือได้ว่าเป็นการกล่าวในเรื่องที่ยิ่งใหญ่มาก เพราะอัลกุรอานนั้นถือเป็นคัมภีร์ที่มีความยิ่งใหญ่อย่างมาก ซึ่งจะไม่มีวันใดที่ได้เขียนหรือแม้กระทั่งได้พูดถึงเรื่องราวเกี่ยวกับอัลกุรอานเว้นแต่จะมีถึงสองความรู้สึกในตัวเอง นั่นก็คือ เกิดความรู้สึกดีใจกับความรู้สึกละอาย กล่าวได้ว่า ฉันรู้สึกดีใจที่ได้กล่าวถึงคำดำรัสของพระอัลลอฮฺ และได้ละอายต่อคนต่ำต้อยกว่าที่ และถือได้ว่าที่ฉันนั้นถือวิสาสะมากล่าวถึงคำดำรัสอันสูงส่งของพระอัลลอฮฺ ซึ่งอย่างไรก็แล้วแต่ ฉันจะขอสรรเสริญต่อพระองค์ อัซซะวะญัลละ ที่ได้อนุญาตให้ฉันได้กล่าวถึงคำดำรัสของพระองค์นั่นเอง

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

ดัวนั้นถ้าหากว่าใครสักคนนั้นต้องการที่จะพูดถึงคำดำรัสของพระอัลลอฮฺ แล้ว แน่นอนว่าในชีวิตของเขาตลอดชั่วชีวิตนั้นก็ไม่อาจจะพูดถึงเรื่องราวนั้น ๆ ได้อย่างครบครัน แต่หากว่าจะฉันจะขอกล่าวถึงวิธีทำเช่นไรที่สามารถทำให้รายละเอียดเนื้อหาอัลกุรอานนั้นมีผลต่อมุสลิม โดยเฉพาะในช่วงที่เหล่ามุสลิมนั้นอยู่ในช่วงของเดือนเราะมะฎอน

แน่นอนอีกว่า ในการมีชีวิตที่มีการผูกพันกับอัลกุรอานนั้นก็ถือว่าเป็นชีวิตที่มีเกียรติ และแน่ ๆ ว่าเป็นความโปรดปรานของพระอัลลอฮฺ ที่ได้ทรงประทานแก่ผู้ที่รพะองค์ได้ประสงค์จากสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมาทั้งสิ้น ลือได้ว่าเป็นการใช้ชีวิตที่ดีเลิศที่สุดเลยก็ว่าได้ จึงถือได้ว่า มีความเหมาะสมอย่างที่สุดสำหรับผู้ที่ศรัทธาจากความจริงใจต่อตนเองที่จะทำให้ตนเองนั้นมีชีวิตที่แท้จริงที่ได้ผูกพันกับอัลกุรอาน และเราขอให้ท่านทุก ๆ คน ได้มีการพินิจพิจารณาในการใช้ชีวิตของชาวสะลัฟว่าพวกเขานั้นจะมีชีวิตที่ได้ผูกพันกับอัลกุรอานเช่นไร แล้วนำมาเปรียบเทียบกับการใช้ชีวิตของตัวเราเองกับพวกเขาในตอนที่เราอ่านอัลกุรอาน

ในเดือนเราะมะฎอนนั้นถือเป็นโอกาสในการทบทวนอัลกุรอานสำหรับตัวเราที่ยังคงให้ความแม่นยำเป็นลำดับแรก แล้วยังเป็นโอกาสอีกทีที่จะได้เอาจริงจังกับการอ่านอัลกุรอานที่มีผลต่อหัวใจ และจะสามารถเปลี่ยนแปลงบุคลิกภาพของตนให้ดีมากขึ้น ทั้งที่เรามีความต้องการที่จะให้พฤติกรรมของเรานั้นหลังที่ได้อ่านอัลกุรอานนั้นจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงเหมือนกับพฤติกรรมก่อนการอ่าน และสำหรับการใช้ชีวิตในการผูกพันกับอัลกุรอานนั้นก็คือการมีชีวิตที่มีความรักต่อเหล่าอายะฮฺต่าง ๆ ของพระผู้ทรงเมตตา พร้อมทั้งให้เกียรติเทิดทูนสิ่งเหล่านั้น

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

ที่มา : UFABET1688

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

คำสอนของศาสนาอิสลาม

คำสอนของศาสนาอิสลาม
คำสอนของศาสนาอิสลาม

คำสอนของศาสนาอิสลาม แบ่งไว้ 3 หมวดดังต่อไปนี้

  • หลักการศรัทธา
  • หลักจริยธรรม
  • หลักการปฏิบัติ

หลักการศรัทธา

ปัญญาและจิตสำนึกจะพบว่า จักรวาลรวมทั้งมวลทุกสิ่งทั้งหลายแหล่ที่มีอยู่ ไม่ได้เกิดขึ้นมาด้วยตัวเอง เป็นที่แน่ชัดว่า สิ่งกลุ่มนี้ได้ถูกเกิดขึ้นมาโดยพระผู้สร้าง ผู้ทรงสูงสุดเพียงแต่ท่านเดียว ที่ไม่แยกส่วน หรือแยกเป็นสิ่งใด ไม่ถูกเกิดขึ้น ไม่ถูกกำเนิด และไม่ให้กำเนิดบุตร บุตรีใดๆผู้ทรงสร้าง รวมทั้งบริหารทุกสิ่งด้วยอำนาจและก็ความรู้ที่ไม่มีขอบเขต ทรงกำหนดกฎเกณฑ์ที่โดยปกติไม่มีการเปลี่ยนแปลงหรือไว้ทั่วอีกทั้งจักรวาลหรือที่เข้าใจว่าเป็นกฎธรรมชาติ ทรงขับเคลื่อนจักรวาลด้วยระบบที่ละเอียดอ่อน มีเป้าหมาย ซึ่งไม่มีทุกสิ่งใดถูกทำขึ้นมาอย่างไร้สาระ

พระเจ้าผู้ทรงเมตตา ทรงสร้างมนุษย์ขึ้นมาอย่างประเสริฐจะเป็นได้เช่นไร ที่ท่านจะปลดปล่อยให้มนุษย์ดำรงชีวิตอยู่ไปเพียงลำพัง โดยไม่ทรงเหลียวแล หรือปลดปล่อยให้สังคมมนุษย์ และก็สิ่งมีชีวิต เกิดขึ้น แล้วดำเนินไปตามบุญตามกรรมของตนเอง สถานการณ์โอบล้อมที่สิ่งมีชีวิตยังคงอยู่จึงเป็นความพอดีอย่างที่สุดที่ผู้ใช้สติปัญญา ไม่อาจจะชี้แจงได้ด้วย”ความบังเอิญ” สอดคล้องตามทฤษฎีความเป็นไปได้ทางคณิตศาสตร์

ท่านทรงกำจัดความข้องใจพวกนี้ ด้วยการประทานกฎการกระทำต่างๆผ่านบรรดาศาสดา ให้มาอบรมสั่งสอนและก็ชี้แนะมนุษย์ไปสู่การกระทำ ในการดำรงชีพ แน่ๆมนุษย์อาจมองไม่เห็นผล หรือได้รับคุณประโยชน์จากการทำสิ่งที่ดีงาม หรือได้รับโทษจากการทำชั่ว ของตนเองในชีวิตบนโลกนี้ ที่เป็นเพียงแต่โลกแห่งการทดสอบ โลกแห่งการทดแทนที่แท้จริงยังมาไม่ถึง

จากจุดนี้ทำให้เข้าใจได้โดยทันทีว่า ควรมีสถานที่อื่นอีก อันเป็นสถานที่ตรวจสอบการกระทำที่เกิดขึ้นมาจากฝีมือของคน อย่างละเอียดถี่ถ้วน ถ้าหากเป็นความดีพวกเขาจะได้รับรางวัลได้ผลสำเร็จตอบแทน แม้กระนั้นถ้าเกิดเป็นความเลวทรามก็จะถูกลงโทษไปตามกรรมนั้น ศาสนาได้ชักชวนมนุษย์ไปสู่แนวทางศรัทธา แล้วก็ความมั่นใจและความเชื่อมั่นที่ซื่อตรงจริง พร้อมเพียรพยายามส่งเสริมมนุษย์ ให้หลุดพ้นจากความโง่เขลาเบาปัญญา ระบอบการกดขี่ การแบ่งชนชั้นทางสังคม และก็บังเกิดความสงบสุขของมนุษยชาติโดยรวมในที่สุด

หลักจริยธรรม

ศาสนาสอนว่า สำหรับการดำรงชีวิตต้องเลือกเฟ้นเฉพาะสิ่งที่ดี อันเป็นเป็นที่ยอมรับของสังคม ต้องทำตนให้เป็นผู้ยังคงอยู่ในคุณธรรม ปรับปรุงตัวเองไปสู่การมีบุคลิกที่ดี เป็นผู้ที่รู้จักหน้าที่ ห่วงใย มีเมตตา มีความรัก ซื่อสัตย์ต่อคนอื่นๆ รู้จักปกป้องรักษาสิทธิของตนเอง ไม่ฝ่าฝืนสิทธิของคนอื่น เป็นผู้มีความเสียสละไม่เห็นแก่ตัว แล้วก็หมั่นใฝ่หาวิชาความรู้ ทั้งสิ้นที่กล่าวมานี้เป็นคุณสมบัติของผู้มีจริยธรรม ซึ่งความสมบูรณ์ทั้งปวงอยู่ที่ความเที่ยงธรรม

หลักการปฏิบัติ

ศาสนาสอนว่า กิจการงานต่างๆที่จะทำนั้น มีความเหมาะสมกับตัวเองแล้วก็สังคม ขณะเดียวกันจะต้องออกห่างจากงานการที่ไม่ดี ที่สร้างความเสียหายอย่างสิ้นเชิง

ส่วนการทำความดีอื่นๆการถือศีลอด การนมาซ และก็สิ่งที่คล้ายกับสิ่งพวกนี้ เป็นการชี้ให้เห็นถึงการเป็นบ่าวที่ภักดี รวมทั้งกระทำตามสั่งการของท่าน กฎเกณฑ์แล้วก็คำอบรมสั่งสอนของศาสนา ทำหน้าที่คอยควบคุมพฤติกรรมของผู้คน ทั้งๆที่เป็นหลักเชื่อถือ หลักเกณฑ์แล้วก็จริยธรรม

พวกเราอาจจะกล่าวว่าคนที่ละเมิดคำสั่งต่างๆของศาสนา ไม่ได้นับว่าเขาเป็นคนที่ศรัทธาอย่างแท้จริง ถ้าเกิดแต่ว่าเขาทำการต่างๆไปตามอารมณ์รวมทั้งความต้องการใฝ่ต่ำของเขาเพียงเท่านั้น

อิสลามในความหมายของอัล-กุรอานนั้น หมายคือ “หนทางสำหรับการดำรงชีพ ที่มนุษย์จะไม่มีมันมิได้” ส่วนความต่างระหว่างศาสนากับกฎของสังคมนั้น เป็นศาสนาได้ถูกประทานมาจากพระเจ้า ส่วนกฎของสังคมเป็นผลมาจากความนึกคิดของคนเรา อีกแง่หนึ่ง อิสลามหมายความว่า การดำเนินของสังคมที่เคารพนับถือต่ออัลลอหฺ แล้วก็เชื่อฟังทำตามคำสั่งของท่าน

อัลลอฮ์ พูดเกี่ยวกับอิสลามว่า “โดยความเป็นจริง ศาสนา ณ อัลลอฮฺ คืออิสลาม แล้วก็บรรดาคนที่ได้รับคัมภีร์มิได้ขัดแย้งกัน นอกเหนือจากภายหลังที่วิชาความรู้มาปรากฏแก่พวกเขาเพียงแค่นั้น ดังนี้ด้วยเหตุว่าความอิจฉาริษยาระหว่างพวกเขาเอง และก็คนใดไม่ยอมรับต่อบรรดาโองการของอัลลอฮ์แล้วไซร้ แน่นอน อัลลอฮ์ทรงเป็นผู้ทรงรวดเร็วสำหรับในการชำระ”

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

อ่านต่อเพิ่มเติมได้ที่นี่ UFABET1688

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

เตาฮีด

เตาฮีด
เตาฮีด

เตาฮีด มาจากคำว่า วะหฺหะดะ,ยุวะหฺหิดุเป็น การทำให้สิ่งหนึ่งเป็นอย่างเดียว และก็มันไม่อาจจะเกิดขึ้นได้นอกจากควรมีการปฏิเสธแล้วก็การรับรอง กล่าวอีกนัยหนึ่งให้ไม่ยอมรับต่อสิ่งที่สวนทางกับความเป็นหนึ่งเดียว แล้วก็การรับรองในความเป็นหนึ่งเดียวนั้น ดังเช่นการที่พวกเราพูดว่า คนคนหนึ่งจะไม่อาจจะทำให้เตาฮีดของเขาสมบูรณ์ได้ เว้นแต่เขาจำเป็นที่จะต้องสาบานว่าไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่ควรแก่การเคารพจงรักภักดีนอกเหนือจากอัลลอฮฺ แล้วปฏิเสธต่อพระเจ้าอื่นเว้นเสียแต่อัลลอฮฺ รวมทั้งยืนยันว่าอัลลอฮฺนั้นเป็นพระเจ้าเพียงท่านเดียวโดยเหตุนี้เองการไม่ยอมรับเพียงอย่างเดียวหรือการรับรองเพียงอย่างเดียว ก็เลยไม่อาจอดกลั้นการมีส่วนร่วมของสิ่งอื่นในหัวข้อนั้นได้ อย่างเช่นการที่ท่านได้พูดว่า ชายคนหนึ่งได้ยืนขึ้น มันก็เป็นการยืนยันว่าเขาได้ยืนขึ้นแต่ว่าท่านมิได้พูดว่าเขาได้ยืนอยู่เพียงแค่ลำพัง เพราะเหตุว่าย่อมเป็นได้ที่จะมีคนอื่นๆยืนอยู่ด้วย แต่ว่าถ้าหากท่านพูดว่า ไม่มีผู้ใดยืนเลย มันก็เป็นการไม่ยอมรับอย่างสิ้นเชิงว่าไม่มีผู้ใดยืนแม้กระทั่งผู้เดียว แม้กระนั้นถ้าเกิดท่านบอกว่า ไม่มีผู้ใดยืนนอกเหนือจากคนชื่อซัยดฺหรือไม่มีผู้ใดยืนนอกเหนือจากชายคนหนึ่งแค่นั้น เมื่อนั้นล่ะท่านได้กล่าวว่ามีเพียงผู้เดียวเพียงแค่นั้นที่ยืนขึ้นพร้อมทั้งได้ปฏิเสธการยืนขึ้นของบุคคลอื่นนอกจากเขาและก็นี่เองเป็นการทำให้เกิดเตาฮีดที่แท้จริงกล่าวอีกนัยหนึ่งเตาฮีดไม่อาจเกิดขึ้นได้เว้นเสียแต่ควรมีการปฏิเสธรวมทั้งการรับรองรวมอยู่ร่วมกัน

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

จำพวกของเตาฮีดเท่าที่นักวิชาการได้เจาะจงแบ่งได้เป็นสามจำพวก นั่นคือ เตาฮีด อัร-รุบูบียะฮฺ,เตาฮีด อัล-อุลูฮียะฮฺ,และเตาฮีด อัล-อัสมาอ์ วัศ-ศิฟาตการแบ่งข้างต้นได้จากการส ารวจและก็ประมวล พร้อมทั้งการสังเคราะห์อายะฮฺอัลกุรอานแล้วก็หะดีษต่างๆซึ่งพบว่าเตาฮีดที่มีอยู่นั้นรายละเอียดของมันไม่ออกไปจากสามจำพวกนี้ เพราะเหตุนี้ นักวิชาการก็เลยแบ่งเตาฮีดออกเป็นสามจำพวกด้วยกัน

จำพวกของเตาฮีดที่เกี่ยวเนื่องกับอัลลอฮฺ อัซซะวะญัลละ ได้หมายรวมอยู่ในความหมายโดยปกติ คือ การให้เอกภาพตออลลอฮสบหานะฮวะตะอาลาในสงทเปนลกษณะเฉพาะของท่าน นั่นคือมีสามจำพวกร่วมกัน

เตาฮีดอัร-รบบยะฮคือการให้เอกภาพต่ออัลลอฮฺ ตะอาลา สำหรับในการสร้างสรรค์ การมีไว้ในครอบครองกรรมสิทธิ์และก็การบริหารจดการสรรพสิ่งต่างๆสำหรับจำพวกลำดับที่สองคือ เตาฮีด อัล-อลฮยะฮเป็นการให้ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันแก่อัลลอฮฺ สุบหานะฮู วะตะอาลา สำหรับการท าอิบาดะฮฺ ด้วยการที่มนุษย์จะไม่ยึดสิ่งใดอื่นจากอัลลอฮฺมาท าอิบาดะฮฺและก็สืบหาความสนิทสนมต่อท่าน ราวกับที่เขาท าอิบาดะฮฺต่ออัลลอฮฺ ตะอาลา แล้วก็แสวงหาความสนิทสนมกับท่าน

ส่วนจำพวกลำดับที่สามของเตาฮีดนั้นคือ เตาฮีด อัล-อัสมาอ์ วะอัศ-ศิฟาตเป็น การให้ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันแก่อัลลอฮฺ สุบหานะองค์การอนามัยโลก วะตะอาลา ดังที่ท่านได้เรียกชื่อด้วยท่านเอง รวมทั้งจากที่ท่านได้สาธยายด้วยท่านเองในหนังสือของท่าน

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

credit : UFABET1688

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

บ้านโรงเรียนแล้วก็มัสญิด

บ้านโรงเรียนแล้วก็มัสญิด
บ้านโรงเรียนแล้วก็มัสญิด

บ้านโรงเรียนแล้วก็มัสญิด สำหรับคนมุสลิมที่เคร่งครัดในคำสั่งสอนของศาสนาโดยธรรมดาแล้วย่อมมีวิถีชีวิตที่ผูกพันเกี่ยวข้องกับสถานที่สำคัญ 3 ที่ร่วมกัน สถานที่ที่แรกเป็น บ้านอันเป็นที่พักอาศัยซึ่งนับว่าเป็นหนึ่งในปัจจัยสี่ บ้านก็เลยเป็นสถานที่แรกสุดที่มีความสัมพันธ์กับบุคคลนับตั้งแต่เกิดจนถึงตาย

ผู้ที่ช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งของชีวิตบางทีอาจจะต้องจากบ้านของตนเองไปอยู่ต่างแดน ไปเรียนต่างประเทศเมืองนาย่อมรู้ดีอยู่แก่ใจว่า ไม่มีที่ไหนจะเคยชินแล้วก็อบอุ่นเท่ากับบ้านของตัวเอง วันที่ตนกลับคืนสู่บ้านคือวันที่วิเศษสุดวันหนึ่งในชีวิต เมื่อบ้านมีความหมายถึงเพียงนี้ อิสลามก็เลยมีคำสั่งสอนที่เกี่ยวกับบ้านมากมายหลายมิติด้วยกัน มิติหนึ่งที่ส่งผลต่อการหล่อหลอมความเป็นชาวมุสลิมที่ดีก็คือบรรยากาศรวมทั้งสิ่งแวดล้อมข้างในบ้านซึ่งก็คือบุคคลซึ่งเป็นสมาชิกในบ้าน ความเกี่ยวข้องรวมทั้งความสัมพันธ์ในระหว่างสมาชิกด้านในภาย ลักษณะทางด้านกายภาพของบ้าน ทิวทัศน์รอบๆบ้านตลอดจนเพื่อนบ้าน

พวกเราจะมีความคิดเห็นว่าเพราะอะไรท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) จึงได้มีคำสั่งสอนในสุนนะฮฺของท่านว่า ให้ผู้ปกครองสั่งใช้ให้ลูกๆทั้งชายรวมทั้งหญิงเริ่มฝึกฝนละหมาดตั้งแต่อายุ 7 ขวบและก็ให้มีการคาดโทษหรือออกมาตรการสำหรับความผิดพลาดในหัวข้อการละหมาดเมื่อลูกๆมีอายุ 10 ขวบเนื่องจากการละหมาดคือการสอนโดยผ่านแนวทางแจ่มแจ้ง แฝงคำสั่งสอนประเด็นการรักษาเวลาและก็สอดใส่การฝึกฝนระเบียบวินัย การเคารพกติกา การเชื่อฟังผู้นำ ตลอดจนเป็นการวางพื้นฐานสำหรับหลักศรัทธาที่เกี่ยวข้องกับสัมพันธภาพระหว่างมนุษย์ผู้เป็นบ่าวกับพระผู้เป็นเจ้าพระผู้ทรงสร้าง

การละหมาดก็เลยเป็นขั้นตอนปรับปรุงแล้วก็สร้างบุคลากรที่ดีเยี่ยมที่สุดถึงแม้เนื้อหาเกี่ยวกับภูมิรู้ในประเด็นการละหมาดจะยังไม่สมบูรณ์เพราะเหตุว่าจำเป็นต้องผ่านระบบการศึกษาในขั้นตอนต่อไปก็ตาม ความประพฤติปฏิบัติของสมาชิกครอบครัวที่เกิดขึ้นในบ้านทรงอิทธิพลต่อการซึมซึมซับรับเอาของเด็กเป็นสาระสำคัญ การปลูกฝังบ่มเพาะบุคลิกลักษณะของเด็กจึงมีบ้านเป็นแหล่งทำความเข้าใจที่แรกของชีวิต เมื่อแหล่งทำความเข้าใจอุดมด้วยบรรยากาศที่อิสลามซึ่งมีนายแบบคือบิดาและก็นางแบบคือมารดาที่ดีสำหรับการเป็นตัวอย่าง ความเป็นมุสลิมที่ดีของเด็กก็ย่อมถูกปลูกฝังเอาไว้แล้วในจิตสำนึกของเด็กที่รอวันเจริญงอกงามและก็เติบใหญ่ต่อไป

สถานที่แห่งที่สองซึ่งบางทีอาจถือเป็นการเปิดโลกทัศน์ของเด็กให้กว้างออกไปเป็นครั้งแรก นั่นคือสถานศึกษา อันซึ่งก็คือสถานที่ซึ่งมีการเรียนการสอนวิชาความรู้พื้นฐานให้แก่เด็ก คำว่าสถานศึกษาไม่ได้มุ่งให้ความหมายหมายเฉพาะสถานศึกษาในระบบเพียงอย่างเดียวแม้กระนั้นบางทีอาจจะรวมทั้งกลุ่มการเรียนรู้ที่มีการรวมตัวกันตามบ้านหรือสถานที่ที่เหมาะสมอีกด้วย หน้าที่ของโรงเรียนที่มีต่อเด็กจะมีอาจารย์ผู้สอนเป็นผู้แสดงหน้าที่เป็นหลัก มีเพื่อนพ้องร่วมเรียนเป็นส่วนประกอบสำคัญ

อาจารย์ก็เลยมีสถานะที่เปรียบเสมือนบิดามารดาผู้ที่สองสำหรับเด็กสำหรับในการให้ความรู้ความเข้าใจที่มีเนื้อหาเยอะขึ้นเรื่อยๆ วิชาความรู้แล้วก็บุคคลิกภาพของอาจารย์ผู้สอนก็เลยเป็นสิ่งที่ผู้ปกครองต้องพิจารณาเป็นหลัก สำหรับชาวมุสลิมแล้วอาจารย์คนแรกในตอนวัยแห่งการเรียนรู้นอกบ้านก็คือคุณครูสอนอัล-กุรอาน ซึ่งบางทีก็อาจจะสอนอัล-กุรอานเป็นหลักหรือบางครั้งก็อาจจะสอนวิชาศาสนาในขั้นพื้นฐานร่วมด้วย การซึมซับสิ่งที่อาจารย์ป้อนให้ก็เลยนับว่าเป็นก้าวสำคัญสำหรับพัฒนาการทางสมองรวมทั้งอารมณ์ของเด็ก

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

โดยเหตุนี้การจะสร้างทัศนคติให้แก่เด็กที่มีต่อมัสญิดในเชิงบวกก็เลยเกิดเรื่องท้าทาย สิ่งที่ทำได้ก็คือ ต้องทำให้มัสญิดเกิดขึ้นในบ้านเป็นลำดับแรก รวมทั้งจำเป็นต้องทำให้มัสญิดเกิดขึ้นในโรงเรียนด้วย เมื่อบ้านแล้วก็โรงเรียนเป็นมัสญิดในเชิงอุดมคติแล้ว ความสัมพันธ์เกี่ยวข้องของเด็กกับมัสญิด จริงๆตามหลักทฤษฎีก็ย่อมเป็นไปโดยง่าย ปัญหาที่เป็นปรัศนีสำคัญก็คือ พวกเราจะทำยังไงให้บ้าน สถานศึกษาแล้วก็มัสญิดหลอมรวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันโดยไม่มีการแยกย่อยสำหรับเด็ก

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

Cr. UFABET

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0