การแพร่หลายของศาสนาอิสลามในออสเตรีย

การแพร่หลายของศาสนาอิสลามในออสเตรีย
การแพร่หลายของศาสนาอิสลามในออสเตรีย

การแพร่หลายของศาสนาอิสลามในออสเตรีย ความฝันอันดีเยี่ยมของชาวมุสลิมในยุโรป (อัลอิสลาม อัล-เยาวฺม์)

ในระหว่างที่การรณรงค์ในเชิงปรปักษ์กำลังเป็นไปอย่างเข้มข้น การแบ่งแยกเชื้อชาติและก็การตัดทอนต่อความอิสระทางศาสนาที่ปฏิบัติกับชนหมู่น้อยชาวอิสลามกำลังมากขึ้นในกลุ่มประเทศในทวีปยุโรป ไม่ว่าจะเป็นประเทศฝรั่งเศส อิตาลี ฮอลแลนด์ หรือ เบลเยียม กระนั้นลำแสงที่รัศมีของอิสลามก็ปรากฏขึ้นในแผ่นฟ้าของประเทศออสเตรีย ซึ่งเป็นประเทศของผู้ถือในศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกจำนวนมาก

ผลจากการสำรวจสถิติอย่างเป็นทางการของออสเตรียระบุว่ามีอัตราสามัญชนที่มุ่งสู่การยินยอมรับเชื่อในศาสนาอิสลามมากขึ้นเรื่อยๆอย่างไม่เคยมีมาก่อนในประเทศนี้ แล้วก็มีอัตราการออกจากศาสนาคริสต์มากเพิ่มขึ้นอีกด้วย

ปริมาณสามัญชนของชาวมุสลิมในออสเตรียตามสถิติที่เผยแพร่ในปี ค.ศ. 2005 บอกว่ามีคนมุสลิมในออสเตรียราว 400,000 คน คิดเป็น 4% ของปริมาณสามัญชนในทวีปยุโรปโดยรวม ผลที่ได้รับจากการสำรวจปัจจุบันยังระบุอีกว่า มีชาวคริสต์ชนชาติออสเตรียราว 5 แสนคนได้เห็นด้วยเชื่อในศาสนาอิสลามในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา นอกจากมีปริมาณคนรับอิสลามเพิ่มขึ้นเรื่อยๆแต่ละวัน

คนกลุ่มน้อยชาวอิสลามในประเทศออสเตรียได้รับการยินยอมรับจากทางการของออสเตรียมาเป็นเวลาหลายทศวรรษแล้ว และก็ทางการของออสเตรียก็อนุญาตให้สอนวิชาอิสลามศึกษาเล่าเรียนในสถานศึกษาของรัฐบาลที่อยู่ในเขตพื้นที่ซึ่งมีชาวมุสลิมอาศัยอยู่หนาแน่น และก็เมื่อเร็วๆนี้ได้มีการวางศิลาพื้นฐานของมัสยิดและก็ศูนย์กลางอิสลามในเมือง “กราติส” ของออสเตรียเพื่อเป็นที่ระลึกนึกถึงครบรอบ 100 ปีที่การยอมรับศาสนาอิสลามอย่างเป็นทางการของออสเตรียอีกด้วย

สถาบัน ซี อินเตอร์เนชันแนล ของประเทศเบลเยี่ยมซึ่งเป็นหน่วยงานที่ใหญ่ที่สุดในด้านการสำรวจสถิติสากลของยุโรป เผยข้อมูลสถิติปริมาณผู้เชื่อในศาสนาอิสลามในยุโรประหว่าง ปี ค.ศ. 2010-2011 ว่ามีปริมาณมากขึ้น 17% นับว่าเป็นสถิติการขยายตัวของอิสลามในยุโรปสูงที่สุดเท่าที่มีการบันทึกเอาไว้

ผลที่ได้รับจากการสำรวจสถิติดังที่ได้กล่าวผ่านมาแล้ว ทำให้ปริมาณสามัญชนของชาวอิสลามมีจำนวนถึง 23 ล้านคน จากสามัญชนใน 19 ประเทศที่เป็นสมาชิกสหภาพยุโรป ดังนี้ไม่นับรวมจำนวนสามัญชนชาวมุสลิมอีก 7 ล้านผู้ที่ไม่มีเอกสารสำคัญคนต่างด้าวอย่างเป็นทางการ

ดังนี้มีปัจจัยหลัก 4 ประการที่ทำให้ศาสนาอิสลามมีความแพร่หลายแล้วก็มีจำนวนสามัญชนชาวมุสลิมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆในกลุ่มประเทศในทวีปยุโรปในตอนหลังมานี้ เป็น ความเชื่อถือในอิสลาม ภูมิศาสตร์ประชากร ความรู้สึกร่วมในด้านประวัติศาสตร์ แล้วก็วัฒนธรรมอิสลามที่กำลังรุกอยู่ในภูมิภาคยุโรปในขณะนี้ กอรปกับยุโรปกำลังเจอปัญหาความเสื่อมถอยในด้านศาสนาที่เป็นเปรียบเสมือนการล่มสลายของศาสนาคริสต์อันมีต้นเหตุที่เกิดจากการไม่ยอมรับความเลื่อมใสงทางศาสนาของคนยุโรปที่มากเพิ่มขึ้น

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

ศูนย์ไบโอเพื่อการศึกษาเรียนรู้และค้นคว้าและทำการวิจัยศาสนาและก็คุณภาพชีวิตของอเมริกา ได้เผยข้อมูลการสำรวจสถิติปริมาณสามัญชนชาวมุสลิมทั้งโลกว่า อีก 20 ปีด้านหน้าปริมาณพลเมืองชาวมุสลิมทั้งโลก UFABET จะมากขึ้นเป็น 35% แล้วก็ในยุโรปจะมากขึ้นอีก 2% เป็นขั้นต่ำ เฉพาะในประเทศฮอลแลนด์จะมีปริมาณสามัญชนชาวมุสลิม 1,300,000 คน ในปี ค.ศ. 2030 คิดเป็น 7.8% จากปริมาณสามัญชนโดยรวมของฮอลแลนด์

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

การผูกขาดของอิสลามสู่การค้าเสรีของชาติยุโรป

การผูกขาดของอิสลามสู่การค้าเสรีของชาติยุโรป
การผูกขาดของอิสลามสู่การค้าเสรีของชาติยุโรป

การผูกขาดของอิสลามสู่การค้าเสรีของชาติยุโรป กาแฟได้ไปสู่ยุโรปครั้งแรกในตอนศตวรรษที่ ๑๖ ผ่านเชิงพาณิชย์ขายระหว่างเวนิสกับแอฟริกาเหนือ อียิปต์ รวมทั้งดินแดนในตะวันออกกลาง แต่ว่าในระยะแรกของการรับทราบเรื่องเกี่ยวกับกาแฟนั้น ยังคงจำกัดขอบเขตอยู่แม้กระนั้นเฉพาะทางด้านวิชาพฤกษศาสตร์และก็การแพทย์ โดยใช้เพื่อสำหรับในการรักษาลักษณะของการปวดตา หูหนวก เมื่อย แล้วก็โรคลักปิดลักเปิด อีกทั้งชาวยุโรปที่อยู่ฝ่ายเดียวกับศาสนจักรยังมีความคิดเห็นว่า กาแฟเป็นเครื่องดื่มของอสุรกายที่ลงโทษพวกชาวมุสลิมไม่ให้สามารถกินไวน์อันเป็นเครื่องดื่มศักดิ์สิทธิ์ของชาวคริสต์ได้ จนตราบเท่าถึงตอนต้นศตวรรษที่ ๑๗ ทางศาสนจักรก็ได้มีการระบุสถานะของกาแฟขึ้น พระสันตะปาปาเคลเมนต์ที่ ๘ (C l e m e n t VIII) ได้สารภาพเครื่องดื่มนี้ภายหลังที่ได้ลิ้มรสแบบอย่างกาแฟที่พ่อค้าชาวเวนิสจัดหามาให้ ทำให้กาแฟเริ่มเปลี่ยนเป็นเครื่องดื่มที่แพร่หลายขึ้นแต่ว่ายังมีหน้าที่ทางด้านสังคมกับอำนาจอยู่น้อย จวบจนกระทั่งผู้แทนการทูตจากออตโตมันได้เดินทางไปยังประเทศฝรั่งเศสในปี ค.ศ. ๑๖๖๕ รวมทั้ง ๑๖๖๖ กับการชงเครื่องดื่มนี้แจกจ่ายให้แขกคนยุโรปในงานกลางคืนสมาคมที่หรูหราแห่งหนึ่งในกรุงปารีส

ร้านขายกาแฟที่แรกได้เกิดขึ้นในอิตาลีในปี ค.ศ. ๑๖๔๕ ในอังกฤษตอนราวทศวรรษ ๑๖๕๐ แล้วก็ในอัมสเตอร์ดัมทศวรรษ ๑๖๖๐ ซึ่งค๊อฟฟี่ช็อปแบบยุโรปนี้ได้เปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์บรรยากาศของร้านขายกาแฟแบบอิสลามที่เป็นเปรียบเสมือนแหล่งมั่วสุมเป็นสถานที่งดงามแล้วก็เป็นทางการ นอกเหนือจากการเป็นสถานที่ดื่มกาแฟแล้ว ค๊อฟฟี่ช็อปยังเป็นเครื่องหมายของยุคสมัยใหม่อีกทั้งการบ้านการเมือง เศรษฐกิจ และก็สังคม พูดอีกนัยหนึ่ง ในตอนยุคศตวรรษนี้ ได้กำเนิดการเปลี่ยนแปลงอีกทั้งทางด้านการเมืองที่มีการเปลี่ยนแปลงไปสู่ระบอบลัทธิเสรีนิยม ระบบเศรษฐกิจที่แปลงจากการผูกขาดกิจการค้าโดยราชสำนักเป็นระบบการค้าเสรีระบบทุนนิยม แล้วก็สภาพสังคมที่เป็นสมัยที่เหตุผลและก็ความคิด ดังจะมองเห็นได้จากการที่ร้านขายกาแฟต่างๆเป็นแหล่งพบปะของคนเรานานาประการอาชีพ ได้แก่ ค๊อฟฟี่ช็อปแถบถนนหนทางเซ็นต์เจมส์และก็เวสมินสเตอร์จะเป็นแหล่งรวมตัวด้านการเมือง ค๊อฟฟี่ช็อปเกรเชียนเป็นร้านค้ารวมกันของผู้พึงพอใจวิทยาศาสตร์ ค๊อฟฟี่ช็อปบริเวณถนนหนทางรอยัลเอ็กซ์ศาสนาเชนจ์เป็นแหล่งรวมนักธุรกิจ๔ แล้วก็เป็นสถานที่จุดชนวนความเคลื่อนไหวทางด้านต่างๆอย่างการพิมพ์หนังสือปรินซิเพียพิสูจน์แนวความคิดการโคจรของดวงดาวของไอแซค นิวตัน ที่ได้เปลี่ยนเป็นฐานรากของวิทยาศาสตร์ฟิสิกส์ยุคใหม่จากการคุยกันภายในค๊อฟฟี่ช็อปเซ็นต์ดันสแตน การเปลี่ยนแปลงการคลังกิจการค้าเป็นระบบระบบทุนนิยมจากหนังสือ ความร่ำรวยของชาติŽ ที่เขียนโดย อดัม สมิท จากการเรียบเรียงในค๊อฟฟี่ช็อป การเปลี่ยนแปลงประเทศฝรั่งเศสที่เกิดขึ้นมาจากการปลุกระดมของ การ์มิล เดส์มูแลง หน้าร้านขายกาแฟเดอฟอย รวมทั้งยังเป็นจุดความเคลื่อนไหวการดื่มกาแฟอีกด้วย

ถึงแม้เครื่องดื่มกาแฟที่ชาวยุโรปดื่มในตอนแรกจะเป็นชนิดเดียวกันกับที่พวกชาวมุสลิมดื่ม รวมทั้งสถานะของกาแฟยังคงมีการรับทราบในรูปแบบของยารักษาโรคเป็นหลัก แม้กระนั้นเมื่อกองทัพออตโตมันล้มเหลว ความเพียรพยายามสำหรับการปิดล้อมเมืองเวียนนาในปี ค.ศ. ๑๖๘๓ ทำให้ชัยคราวนี้ไม่เพียงแค่เป็นการแสดงถึงจิตวิญญาณการต่อสู้ของคนเมืองเวียนนา แต่ว่ายังได้เปลี่ยนแปลงรูปแบบของกาแฟแบบเดิมด้วย เจ้าของร้านกาแฟในเวียนนา เกออร์ก คอลชิตสกี (G e o r g K o l s h i t s k i) ได้เปลี่ยนแปลงขั้นตอนการปรุงกาแฟแบบเตอร์กิช คอฟฟี่ (T u r k i s h C o f f e e) ที่ข้นเหนียวหนืดเสมือนโคลน โดยการกรองเอากากกาแฟออก ทำให้กาแฟเหลวเป็นน้ำ รวมทั้งเติมน้ำผึ้งกับนมลงไป การริเริ่มเปลี่ยนการปรุงกาแฟครั้งนี้ได้แพร่ไปทั่วทั้งยังยุโรปผ่านทางพ่อค้าหลายชาติทั้งยังพ่อค้าชาวกรีก เลบานอน อาร์เมเนียน รวมทั้งพ่อค้าชาวคริสต์อื่นๆทำให้มีอาการชาวยุโรปหลายประเทศคิดค้นการปรุงกาแฟขึ้นมากมายหลากหลายแนวทางอีกทั้งการชง การคั่ว รวมทั้งการผสมกาแฟ เช่น เอสเปรสโซ (E s p r e s s o) ซึ่งเป็นกาแฟดำข้นแบบเร่งด่วนตามชื่อ กาแฟที่โรยผิวหน้าด้วยฟองนมอย่างคาปูชิโน (C a p p u c c i n o) หรือคาเฟ่ โอ เลต์ (C a f e a u l a i t) U F A B E T ที่เป็นกาแฟใส่นม ฯลฯ

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

เนียตอาบน้ำหลังมีเพศสัมพันธ์

เนียตอาบน้ำหลังมีเพศสัมพันธ์
เนียตอาบน้ำหลังมีเพศสัมพันธ์

เนียตอาบน้ำหลังมีเพศสัมพันธ์ อิสลามให้มีข้อบังคับให้มี การอาบน้ำเพื่อชำระฮะดัสใหญ่ อันตัวอย่างเช่น การมีญะนาบะฮฺ การมีเมนส์ หลังคลอดลูก หลังมีเพสสัมพันธ์ หลังมีน้ำอสุจิเคลื่อน หลังการคลอดลูก แล้วก็เกี่ยวกับจะปฎิบัติศาสนกิจบางสิ่งบางอย่าง ดังเช่นว่า อาบน้ำวันศุกร์ แล้วก็ก่อนที่จะครอบครองเอี๊ยะรอมในพิธีฮัจญ์ฯลฯ

ลืมอาบน้ำยกหะดัษ หลังมีเซ็กส์ ละหมาดใช้ได้ไหม?

กรรมวิธีการ เนียตอาบน้ำหลังมีเพศสัมพันธ์

ขั้นตอนการเนียต (ตั้งเป้าหมาย,คิดในใจ) ที่สำคัญเจตนาอาบน้ำอะไร

แบบอย่างเนียตอ่าบน้ำหลังหมดประจำเดือน ให้เนียตว่า “ข้าพเจ้าอาบน้ำยกฮาดัษใหญ่ฟัรดูเฮด เพื่ออัลลอฮ์”

(ฟัรดู – อันเป็นข้อบัญญัติจำเป็นต้องทำ) (เฮด -ประจำเดือน)

(ฮาดัษใหญ่ – ชำระล้างครั้งใหญ่ / ฮาดัษเล็ก – ชำระล้างแบบเล็ก ซึ่งก็คืออาบน้ำละหมาด

เนียตอาบน้ำหลังร่วมเพศ ให้เนียตว่า “ข้าพเจ้าอาบน้ำยกฮาดัษใหญ่หลังร่วมเพศ เพื่ออัลลอฮ์” เท่านี้ก็ใช้ได้

แนวทางอาบน้ำข้างหลังร่วมเพศ มีขั้นตอนดังต่อไปนี้

  1. เริ่มด้วยการกล่าวบิสมิ้ลลาฮฺ
  2. ล้างมือทั้งสองข้างพร้อมกัน
  3. ล้างทวารทั้งคู่ให้สะอาดด้วยมือซ้าย
  4. เริ่มกระทำอาบน้ำละหมาด
  5. ล้างมือทั้งสองข้าง 3 ครั้ง
  6. เอามือขวาวักน้ำใส่ปากครั้งหนึ่งเหลือไว้บางส่วนสูดเข้าจมูก ส่วนที่อยู่ในปากให้กลั้วปากแล้วก็คอ บ้วนทิ้ง ทำแบบนี้ 3 ครั้ง
  7. ล้างบริเวณใบหน้าให้ทั่ว 3 ครั้ง
  8. ล้างแขนด้านขวาถึงศอก 3 ครั้ง
  9. ล้างแขนซ้ายถึงศอก 3 ครั้ง
  10. เอามือทั้งคู่จุ่มลงในน้ำเช็ดถูศีรษะ 1 ครั้ง
  11. เอาน้ำราดศีรษะ รวมทั้งขยี้ผมให้เปียกชุ่ม ให้ทั่วถึงหนังศีรษะ
  12. เอาน้ำรดศีรษะ 3 ครั้ง
  13. เอาน้ำรดร่างกายทางด้านขวา พร้อมใช้มือถามผิวหนังเพื่อกำจัดเช็ดสิ่งสกปรกต่างๆ
  14. เอาน้ำรดร่างกายทางด้านซ้าย พร้อมใช้มือถามผิวหนังเพื่อกำจัดเช็ดสิ่งสกปรกต่างๆ
  15. ล้างเท้าขวา 3 ครั้ง
  16. ล้างเท้าซ้าย 3 ครั้ง

ภายหลังอาบน้ำยกฮะดัสรวมทั้งสามารถละหมาดได้ ไม่มีความจำเป็นที่ต้องอาบน้ำละหมาดอีก

“ท่านร่อซูล ศอลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ไม่ได้อาบน้ำละหมาดอีกทีภายหลังอาบน้ำยกฮะดัสแล้ว” บันทึกโดยนักบันทึกฮะดีษทั้งยังห้า (อัตติรฺซีย์ ,อันนะซาอีย์,อิบนุมาญะฮฺ อบูดาวูด, อะหมัด)

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

การอาบน้ำญะนาบะฮ์ เป็น การอาบน้ำเพื่อชำระฮะดัษใหญ่อันมีเหตุมาจากการมีน้ำอสุจิเคลื่อนออกมาทั้งปวงศหญิงและก็ชาย U F A B E T ไม่ว่าจะด้วยกรณีหรือเหตุผลใดก็ตาม อย่างเช่น การฝัน,การร่วมเพศ,การสำเร็จความปรารถนา อื่นๆอีกมากมาย

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

นายิส

นายิส
นายิส

นายิส คืออะไร พร้อมแนวทางอาบน้ำนายิส ที่ถูกต้อง

อันนะญาซะฮฺ เป็นสิ่งสกปรกที่ชาวมุสลิมจำเป็นที่จะต้องกำจัดให้สะอาดบริสุทธิ์แล้วก็จำเป็นต้องชำระล้างให้สะอาดบริสุทธิ์ ตัวอย่างเช่น อุจจาระ ปัสสาวะ

สิ่งสกปรก (นะญิส) แบ่งได้ 2 จำพวก เป็น

  1. สิ่งสกปรกที่สัมผัสได้ (สิ่งที่เป็นรูปธรรม)
  2. สิ่งสกปรกที่สัมผัสไม่ได้ (สิ่งที่เป็นนามธรรม)

สิ่งสกปรกที่สัมผัสได้ (สิ่งที่เป็นรูปธรรม) มีหลายอย่างร่วมกันอย่างเช่น

  1. อุจจาระ ปัสสาวะของคนเรา

เว้นเสียแต่ปัสสาวะของเด็กผู้ชายที่ยังมิได้กินสิ่งใดเว้นแต่นม วิธีการทำความสะอาดโดยการประพรมน้ำลงบนปัสสาวะแล้วเช็ดถูออกนับว่าเพียงพอแล้ว

มีรายงานจากท่านอาลี รอฎิยัลลอฮุอันฮุ ว่า ท่านรอซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม บอกว่า

بَوْلُ الْغُلاَمِ يَنْضَحُ عَلَيْهِ وَبَوْلُ الْجَارِيَةِ يُغْسَلُ

ความว่า : ปัสสาวะของเด็กผู้ชายนั้นให้ใช้น้ำประพรมแล้วก็ปัสสาวะของเด็กผู้หญิงนั้นให้ใช้น้ำล้าง(บันทึกโดย อะฮฺหมัด)

  • น้ำลายหมา

มีรายงานจากท่านอบีฮุรอยเราะฮฺ รอฎิยัลลอฮุอันฮุว่า ท่านนบีมุฮัมหมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้บอกว่า

طَهُوْرُ إِنَاءِأَحَدِكُمْ إِ ذَا وَلَغَ فِيْهِ الْكَلْبُ أَنْ يَغْسِلَهُ سَبْعَ مَرَّاتٍ أُوْلاَهُنَّ بِالتُّرَابِ

ความว่า : ต้องชำระล้างภาชนะของพวกท่านที่ถูกหมาเลีย ด้วยการล้างด้วยน้ำ 7 ครั้ง โดยหนแรกนั้นให้ล้างด้วยน้ำดิน(บันทึกโดยอัลบุคอรียฺและชาวมุสลิม)

  • เลือดรอบเดือน
  • เนื้อสุกร (หมู)
  • ซากสัตว์ตายโดยไม่ได้เชือดเว้นเสียแต่ปลากับตั๊กแตน

รายงานจากท่านอิบนิอุมัร รอฎิยัลลอฮุอันฮุมา ว่า ท่านนบีมุฮัมหมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้บอกว่า

أُحِلَّتْ لَنَامَيْتَتَانِ وَدَمَانِ فَأَمَّاالْمَيْتَتَانِ فَالْجَرَادُوَالْحُوْتُ وأَمَّاالدَّمَانِ فَالطِّهَالُ وَالْكَبِدُ

ความว่า : มีสัตว์ที่ตายเอง 2 จำพวก รวมทั้งเลือด 2 ประเภทที่อนุญาตให้พวกเรากินได้ สัตว์ที่ตายเอง 2 จำพวก เป็น ตั๊กแตนแล้วก็ปลา เลือด 2 ประเภทนั้นเป็นม้ามรวมทั้งตับ.

บันทึกโดย อะฮฺหมัดแล้วก็อิบนุมาญะฮฺ

  • เลือดที่ไหลออกมาขณะเชือด ดังเช่นว่าเลือดไก่ หรือเลือดโค

อัลลอฮฺทรงบอกในซูเราะฮฺอัลอันอาม อายะฮฺที่ 1 4 5 ว่า

قُلْ لاَ أَجِدُ فِي مَا أُوْحِيَ إِلَيَّ مُحَرَّمًا عَلَى طَاعِمٍ يَطْعَمُهُ إِلاَّ أَنْ يَكُوْنَ مَيْتَةً أَوْ دَمًا مَسْفُوْحًا أَوْ لَحْمَ خِنْزِيْرٍ فَإِنَّهُ رِجْسٌ

ความว่า : มุฮัมหมัด ควรกล่าวเถิดว่า ฉันไม่เจอข้อบังคับที่ถูกประทานลงมาให้แก่ฉันที่เป็นเรื่องต้องห้ามแก่ผู้บริโภค ที่จะบริโภคได้นอกเหนือจากซากสัตว์ตาย

หรือเลือดที่ไหลออกมาขณะเชือด หรือเนื้อหมูโดยความเป็นจริงมันนั้นเปรอะเปื้อน

  • ปัสสาวะรวมทั้งมูลสัตว์ที่เนื้อของมันรับประทานมิได้ อาทิเช่น แมว เสือ

มีรายงานจากท่านอิบนิ มัสอู๊ด รอฎิยัลลอฮุอันฮุ บอกว่า ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ออกไปถ่ายทุกข์ ท่านใช้ให้ฉันเอาหินมาสามก้อน ฉันหาหินมาได้สองก้อน ฉันเพียรพยายามหาก้อนที่สามแต่ว่าฉันหาไม่เจอ ฉันก็เลยเอามูลสัตว์แห้งไปให้

ท่านเอาหินสองก้อนแล้วโยนมูลสัตว์แห้งทิ้งไปรวมทั้งบอกว่า อันนี้เป็นสิ่งสกปรก

บันทึกโดยอัลบุคอรียฺ และก็อิบนุมาญะฮฺ

* ส่วนปัสสาวะแล้วก็มูลสัตว์ที่เนื้อของมันกินได้ ได้แก่ ไก่ เป็ด โค ดังที่กล่าวมาแล้วนี้ไม่เป็นนะญิส

สิ่งสกปรกที่สัมผัสไม่ได้ (สิ่งที่เป็นนามธรรม)

เป็นบรรดาผู้ตั้งภาคีต่ออัลลอฮฺ เพราะว่าภาวะจิตใจของเขาสกปรก เพราะว่าบูชาเจว็ดต่างๆไม่ใช่สกปรกทางร่างกาย

อัลลอฮฺทรงบอกในซูเราะฮฺอัตเตาบะฮฺ อายะฮฺที่ 2 8 ว่า

إِنَّمَا الْمُشْرِكُوْنَ نَجَسٌ

ความว่า : โดยความเป็นจริงบรรดาผู้ตั้งภาคีต่ออัลลอฮฺนั้นสกปรก U F A B E T

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

อัศจรรย์น้ำลายเเมว

อัศจรรย์น้ำลายเเมว
อัศจรรย์น้ำลายเเมว

อัศจรรย์น้ำลายเเมว ที่ท่านนบีเคยกล่าวไว้ 1 4 0 0 กว่าปี

ท่านร่อซู้ล (เซลเซียสลิตร) ได้กล่าวรับรอง เอาไว้ภายในฮาดีษหลายๆบทที่เกี่ยวกับแมวไว้ว่า มันนั้นสะอาดไม่มีนะญิส และก็นบีได้เรียกมันว่า الطوافين والطوافات ในบ้าน

แล้วก็มีรายงานอีกว่าท่านนบี (ซ.ล) ได้อาบน้ำละหมาดจากน้ำ ซึ่งที่แมวนั้นได้มาดื่มรับประทานแล้ว และก็น้ำนั้นเป็นน้ำที่สะอาด (หะดิษเกี่ยวกับแมว)

มีปัญหาที่น่าไตร่ตรองว่า ท่านรอซูล (ซ.ล.) เป็นแพทย์หรือนักวิทยาศาสตร์หรือไม่? ท่านทราบได้เช่นไรว่า น้ำลายของแมวนั้นสะอาดไม่มีนะญิส, ท่านร่อซู้ลเคยรายงานในฮาดีษเกี่ยวกับหมาว่าน้ำลายของมันนั้นเป็นนะญิส แล้วก็วิทยาศาสตร์ในตอนนี้ก็ได้รับรองแล้วว่า น้ำลายของหมานั้นมันมีเชื้อโรคจำนวนมาก

โดยเหตุนั้นพวกเราจะทราบได้เช่นไรว่า น้ำลายของแมวนั้นสะอาดไม่มีเชื้อโรค

ตั้งแต่นี้ต่อไป พวกเราจะกระทำการทดสอบเพื่่อพิสูจน์ให้มีความคิดเห็นว่า ผลของการทดสอบตรงกับคำกล่าวของท่านนบี (ซ.ล) ซึ่งท่านได้กล่าวถึงแล้ว เมื่อ 1400 กว่าปี

ตามธรรมชาติของแมวนั้นมันมีนิสัยเป็นที่รู้กันอยู่แล้วว่ามันชอบที่จะทำความสะอาดตัวมันเอง กระทั่งนักวิทยาศาสตร์คนนึงที่ชื่อบาสตูร ได้บอกว่า แมวนั้นเป็นสัตว์รักสะอาด เพราะเหตุว่ามันนั้นจะชำระล้างตัวของมันทุกๆวัน โดยที่มันจะชำระล้างตัวมันเองกระทั่งไม่เหลือที่ให้มันทำความสะอาด

เรื่องจริงและก็ผลของการทดสอบเล็กน้อยที่น่าไว้วางใจ ความเกี่ยวข้องกันสำหรับในการชำระล้างภายในร่างกายแมว

การแสดงผิวด้านนอกของแมวนั้นพวกเราจะพบว่ามีเซลล์ซึ่งปฏิบัติหน้าที่เป็นตัวคุ้มครองดังเช่นว่าเซลล์เม็ดเลือดขาว และก็เซลล์อีกมากมายดังในรูปซึ่งเซลล์กลุ่มนี้ปฏิบัติภารกิจต้านเชื้อโรคต่างๆ

ส่วนในรูปนี้จะมองเห็นได้ว่าพื้นผิวลิ้นของมันนั้นมีลักษณะเป็นปุ่มขรุชระ รวมทั้งปุ่มตะปุ่มตะป่ำนี้มีลักษณะที่งอเปรียบเหมือนแปลงที่ไว้ชำระล้างผิวของมันอย่างดีเยี่ยม

ลิ้นของมันนั้น เป็นเครื่องไม้เครื่องมือที่ดีเยี่ยมที่สุดสำหรับการชำระร่างกายมันด้วยเหตุดังกล่าวผิวที่หยาบคายของมันนั้นเป็นตัวกำจัดขนที่ตายแล้ว รวมทั้งขนที่กองอยู่ที่ผิวของมัน

ไม่เป็นที่น่ามหัศจรรย์เลยว่าแมวนั้นชอบที่จะดื่มนม ถ้าว่าวิธีการใช้ลิ้นตวัดขณะที่มันดื่มนั้นยากที่จะนำรูปภาพมาให้ดูได้อย่างเห็นได้ชัด

ในเวลาเดียวกันนั้นพวกเราจะมองเห็นได้ว่า ลิ้นของมันนั้นมีปุ่มที่แหลมปกคลุมอยู่โดยที่มันจะใช้ปุ่มพวกนี้ราวกับกระเป๋าเล็กๆเพื่ออุ้มของเหลวไปยังปากแล้วกลืนลงไป

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

พวกเราจะมองเห็นได้ในรูปนี้ซึ่งกรรมวิธีการกินน้ำของแมวโดยที่มันจะโค้งลิ้นของมันเพื่อจะตักน้ำเล็กน้อยมาอุ้งไว้แล้วใส่เข้าไปในปาก U F A B E T โดยที่น้ำนี้จะไม่ไหลกลับเข้าไปในภาชนะ

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

พหุวัฒนธรรมของโลกมุสลิม

พหุวัฒนธรรมของโลกมุสลิม
พหุวัฒนธรรมของโลกมุสลิม

พหุวัฒนธรรมของโลกมุสลิม ในสังคมนิยม

สังคม หมายความว่า คนจำนวนหนึ่งที่มีความเกี่ยวข้องต่อเนื่องกันตามข้อกำหนดกฏเกณฑ์ โดยมีเป้าหมายเดียวกัน

พหุ หมายความว่า มากมาย, มากยิ่งกว่าหนึ่ง, นานาประการ

วัฒนธรรม ซึ่งก็คือ สิ่งที่ทำให้เติบโตแก่หมู่คณะ, วิถีชีวิตของหมู่คณะ ทางวิทยาการ คือ การกระทำและก็สิ่งที่คนภายในกลุ่มผลิตทำขึ้นด้วยการเรียนรู้จากกันและก็กัน และก็ร่วมใช้อยู่ในกลุ่มพวกของตัวเอง

สังคมพหุวัฒนธรรม ก็เลยหมายความว่า ชุมชนที่มีความเชื่อมโยงแล้วก็ความเชื่อมโยงในระหว่างกันโดยชุมชนนั้นมีวิถีชีวิตของกลุ่มของผู้คนที่หลากหลาย มีการแลกแล้วก็ศึกษาความงอกงามในระหว่างกัน ตลอดจนมีส่วนร่วมสำหรับการสร้างสรรค์ การใช้สอยแล้วก็มีจุดหมายสำคัญด้วยกัน

อัลกุรอาน : องค์ความรู้

คัมภีร์อัล-กุรอาน เป็นพระดำรัสของท่านอัลลอฮฺ ซึ่งประกาศว่ามนุษยชาติมีต้นกำเนิดจากอาดัมรวมทั้งหะวาอฺผู้เป็นปฐมของเชื้อสายมนุษย์ซึ่งแพร่ขยายไปทั่วแผ่นดินโลก รวมทั้งเปลี่ยนเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่นานัปการ แล้วก็ความหลากหลายของเชื้อชาติมนุษย์เป็นบ่อเกิดของพหุวัฒนธรรม เมื่อความเจริญทางด้านสังคมของผู้คนมีความเจริญรุ่งเรืองและก็มีการแผ่กว้างเพิ่มขึ้นเรื่อยๆเป็นลำดับโดยจุดหมายสำหรับการกำหนดให้มีความหลากหลายของกลุ่มชาติพันธุ์แล้วก็พหุวัฒนธรรมเป็นการศึกษาซึ่งกันและกัน ดังนี้ การเรียนซึ่งกันและกันในระหว่างเชื้อสายของคนเราซึ่งต่างประเทศชนิด ต่างวัฒนธรรม และก็ต่างวิถีการดำรงชีวิตจะเกิดขึ้นอย่างเป็นสิ่งที่เป็นรูปธรรมและก็ประสบผลสำเร็จได้ตามความตั้งใจของพระผู้ทรงสร้าง ต้องมีส่วนประกอบดังต่อไปนี้

(1) องค์ความรู้ (มะอฺริฟะฮฺ) เกี่ยวกับความมากมายของพหุวัฒนธรรมซึ่งมีต้นเหตุที่เกิดจากความหลากหลายของเชื้อชาติแล้วก็วิวัฒนาการของสังคมมนุษย์

(2) การยอมรับ (อัล-อิอฺติรอฟ) ในความมากมายหลายรวมทั้งความไม่เหมือนของกลุ่มวัฒนธรรมในความเป็นเชื้อสายที่มีความแตกต่างในด้านกายภาพ (ญิสมานียฺ) และก็จิตภาพ (รูหานียฺ)

(3) ขนบประเพณีรวมทั้งจารีต (อัล-อุรฟ์) ของแต่ละกลุ่มวัฒนธรรมซึ่งมีความก้าวหน้าในด้านสังคม เศรษฐกิจ แล้วก็การบ้านการเมืองการปกครอง ตลอดจนวิถีการดำรงชีวิตของมนุษย์ในแต่ละกลุ่มวัฒนธรรม อันเป็นรายละเอียดสำหรับการทำความเข้าใจ กระบวนการทำความรู้ความเข้าใจ รวมทั้งการแล้วก็เปลี่ยนแปลงในระหว่างกัน

(4) วิธีการทำความรู้จักในระหว่างกัน (อัต-ตะอารุฟ) โดยผ่านขั้นตอนการความเกี่ยวข้องในเชิงบวกรวมทั้งการผลิตสรรค์ ตลอดจนการถักสนทนาแบบสันติวิธี ส่วนประกอบทั้งยัง 4 ประการถูกประมวลอยู่ในถ้อยความที่ว่า “เพื่อที่สูเจ้าจะได้ศึกษาแล้วก็ทำความรู้จักซึ่งกันและกัน” ตามที่อัล-กุรอานได้บอกว่า:

﴾ يَـٰٓأَيُّهَا ٱلنَّاسُ إِنَّا خَلَقْنَـٰكُم مِّن ذَكَرٍ وَأُنثَىٰ وَجَعَلْنَـٰكُمْ شُعُوبًا وَقَبَآئِلَ لِتَعَارَفُوٓا۟ ۚ إِنَّ أَكْرَمَكُمْ عِندَ ٱللَّـهِ أَتْقَىٰكُمْ ﴿

الحجرات : ١٣

﴾ لِكُلٍّۢ جَعَلْنَا مِنكُمْ شِرْعَةً وَمِنْهَاجًا ۚ وَلَوْ شَآءَ ٱللَّـهُ لَجَعَلَكُمْ أُمَّةً وَٰحِدَةً وَلَـٰكِن لِّيَبْلُوَكُمْ فِى مَآ ءَاتَىٰكُمْ ۖ فَٱسْتَبِقُوا۟ ٱلْخَيْرَٰتِ ۚ إِلَى ٱللَّـهِ مَرْجِعُكُمْ جَمِيعًا فَيُنَبِّئُكُم بِمَا كُنتُمْ فِيهِ تَخْتَلِفُونَ ﴿

المائدة : ٤٨

ในอิสลามมีคำสอนที่บ่งบอกถึงการยินยอมรับไม่เหมือนกันและก็ความมากมายในเชิงพหุวัฒนธรรมอีกทั้งในด้านกายภาพ ความประพฤติ ความเลื่อมใส แล้วก็วิถีการดำรงชีวิตของมนุษย์ซึ่งทั้งปวงเป็นเชื้อสายของอาดัม (อะลัยฮิสลาม)

﴾ وَمِنْ ءَايَـٰتِهِۦ خَلْقُ ٱلسَّمَـٰوَٰتِ وَٱلْأَرْضِ وَٱخْتِلَـٰفُ أَلْسِنَتِكُمْ وَأَلْوَٰنِكُمْ ۚ إِنَّ فِى ذَٰلِكَ لَـَٔايَـٰتٍ لِّلْعَـٰلِمِينَ ﴿

الروم : ٢٢

ความต่างของภาษาที่ประชากรโลกใช้สำหรับเพื่อการติดต่อสื่อสารในแบบต่างๆและก็ความมากมายของสีผิวเป็นความจริงทางกายภาพที่รับรู้กันและไม่มีใครไม่ยอมรับความเป็นจริงนี้ได้ เมื่อสามัญชนโลกมีสีผิวรวมทั้งภาษาแตกต่างกัน วัฒนธรรมรวมทั้งวิถีของการดำรงชีพจึงมีความต่างกัน อิสลามก็เลยเห็นด้วยความจริงดังที่กล่าวมาข้างต้น รวมทั้งนับว่าความต่างของภาษาและก็สีผิวเป็นสัญญาณที่บ่งชี้ถึงมหิทธานุภาพและก็พระปรีชาญาณของท่านอัลลอฮฺพระผู้ทรงสร้าง

﴾ وَلَوْ شَآءَ رَبُّكَ لَجَعَلَ ٱلنَّاسَ أُمَّةً وَٰحِدَةً ۖ وَلَا يَزَالُونَ مُخْتَلِفِينَ ﴿

هود : ١١٨

﴾ لَآ إِكْرَاهَ فِى ٱلدِّينِ ۖقَد تَّبَيَّنَ ٱلرُّشْدُ مِنَ ٱلْغَىِّ ﴿  البقرة

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

ขอขอบคุณบทความดี ๆ จาก U F A B E T

การวางรากฐานของรัฐในอิสลาม

การวางรากฐานของรัฐในอิสลาม
การวางรากฐานของรัฐในอิสลาม

การวางรากฐานของรัฐในอิสลาม อุบัติการณ์ที่อิสลามในสมัยสุดท้ายเริ่มขึ้นด้วยการรับวะหียฺ (วิวรณ์) ของท่านนบีมุฮัมมัด จากท่านอัลลอฮฺ ผ่านท่านญิบรีล (อ.ล.) ณ ถ้ำหิรออฺ เหนือยอดดอยอัน-นู๊ร แล้วก็การประกาศศาสนาอิสลามแก่ราษฎรมักกะฮฺ ในปีคริสต์ศักราช 6 1 0 ขณะท่านนบีมุฮัมมัด มีอายุได้ 4 0 ปี

การประกาศศาสนา ณ นครมักกะฮฺเป็นไปอย่างลับๆในขั้นแรกราว 3 ปี โดยเป็นไปอย่างรอบคอบรวมทั้งเลี่ยงการเผชิญหน้ากับพวกกุรอยช์ซึ่งมีอิทธิพลในนครมักกะฮฺ กลุ่มสาวกรุ่นแรกที่เชื่อถือต่อท่านนบีพระมุฮัมมัด จะเป็นญาติสนิทเพื่อนพ้องแล้วก็บุคคลในครอบครัวของท่าน

กระทั่งมีผู้เข้ารับอิสลามทั้งยังบุรุษรวมทั้งสตรีเกินกว่า 3 0 คน ก็เริ่มมีการรวมกลุ่มภายในบ้านของอัล-อัรฺก็อม อิบนุ อบีอัล-อัรก็อมเพื่อศึกษาคำสั่งสอนของอิสลามผ่านโองการอัล-กุรอานที่ท่านนบีมูฮัมมัด ได้เอามาประกาศแล้วก็อ่านให้เหล่าสาวกภายในบ้านหลังนั้นได้รับฟังและก็ทำความเข้าใจ ผลพวงจากการประกาศศาสนาอย่างลับๆในตอน 3 ปีแรกทำให้มีกลุ่มสาวกมากขึ้นเกือบจะ 4 0 คน อีกทั้งชายแล้วก็สตรี ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้อดอยาก ข้ารับใช้ รวมทั้งบุคคลที่ไม่ได้โดนจับตามองจากพวกกุรอยช์การที่เหล่าสาวกรุ่นแรกส่วนมากเป็นชนชั้นล่างของสังคมในนครมักกะฮฺ เป็นผู้ยากจนหรือเป็นข้ารับใช้ ไม่มีอำนาจรวมทั้งอิทธิพล แต่ว่ายอมรับเชื่อถือต่ออิสลามก่อนผู้ดีที่มีอำนาจ นับว่าเป็นวิถีธรรมดาของเหล่าผู้เชื่อถือนับจากสมัยก่อนที่ย้อนกลับไปถึงยุคท่านนบีนูหฺ (อ.ล.) ความเร้นลับในประเด็นนี้มีอยู่ว่า อิสลามซึ่งท่านอัลลอฮฺ ได้ส่งบรรดาศาสนราชทูตทั้งหลายแหล่มาประกาศศาสนานับจากสมัยก่อน เป็นการนำเอาผู้คนออกมาจากอำนาจการยึดครอบครองของคนเราสู่การยินยอมรับอำนาจรวมทั้งการปกครองของท่านเพียงแต่ท่านเดียว

เมื่อมีผู้คนเป็นที่ยอมรับในอิสลามมากเพิ่มขึ้น การเปิดเผยแผ่อย่างลับๆก็ผันแปรเป็นการเผยแผ่อย่างเปิดเผยตามสั่งการที่ท่านอัลลอฮฺ ได้ประทานลงมาแก่ท่านนบี การขอความช่วยเหลือบรรดาผู้คนในเชื้อสายกุรอยช์ที่เป็นเครือญาติใกล้ชิดกับท่านนบี ซึ่งเริ่ม ณ เทือกเขาเศาะฟา ก็เลยเป็นปฐมบทของการประกาศศาสนาโดยเผย และก็นั่นก็เป็นจุดเริ่มของการประจันหน้าระหว่างความจริงแล้วก็ความเท็จ

รุ่งเช้าที่อิสลามที่แตกออกจากความมืดมนของระยะเวลาสุดท้ายที่รัตติกาลได้ถูกบังด้วยก้อนเมฆทะมึนก่อนรุ่งสว่าง ผู้เชื่อถือซึ่งเป็นเหล่าสาวกรุ่นแรก ณ นครมักกะฮฺจะต้องพบเจอกับการทำร้ายร่างกายรวมทั้งทรมานแตกต่างกันไปจากหัวหน้าชาวกุรอยช์ที่ต้องการขัดขวางไม่ให้แสงไฟที่ยามเช้านั้นเฉิดฉายรวมทั้งไล่ความมืดมนที่พวกกุรอยช์พยายามใช้เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการครอบครองความเลื่อมใสแล้วก็วิถีของมนุษย์

การประจันหน้ากันระหว่างเลื่อมใสกับการไม่ยอมรับได้ดำเนินไปในนครมักกะฮฺและก็เขตละแวกใกล้เคียงตลอดระยะเวลา 13 ปี บรรดากลุ่มสาวกรุ่นแรกขณะนั้นเป็นผู้มีความเชื่อโดยแท้จริง ไม่มีผู้กลับกลอกหรือผู้เสาะหาประโยชน์ทางโลกแฝงเข้ามา พลังเลื่อมใสอันแข็งแกร่งแล้วก็ความทรหดอดทนของพวกเขาได้ขัดเกลาให้แปลงเป็นฝูงชนที่มีคุณลักษณะอันเข้มข้นสำหรับเพื่อการสืบต่อแล้วก็เผยแผ่อิสลามสู่ดินแดนนนอกคาบสมุทรอาหรับในเวลาถัดมา

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

อย่างไรก็แล้วแต่ ถึงแม้ปริมาณของผู้เชื่อถือในนครมักกะฮฺจะมิได้มากขึ้นมากเท่าไรนักตลอดระยะเวลา 13 ปี เนื่องด้วยพวกกุรอยช์และก็ชนเผ่าอาหรับที่เป็นผู้ช่วยเหลือในดินแดนอัล-หิญาซเป็นป้อมปราการขวางกั้นที่สำคัญต่อการเจริญเติบโตของผู้เลื่อมใสในอิสลาม การปองร้ายรวมทั้งการทรมานได้รุนแรงเยอะขึ้นเรื่อยๆ

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

ขอขอบคุณที่มาจาก แทงบอลออนไลน์

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

เมล็ดกาแฟสู่เครื่องดื่มของโลกอิสลาม

เมล็ดกาแฟสู่เครื่องดื่มของโลกอิสลาม
เมล็ดกาแฟสู่เครื่องดื่มของโลกอิสลาม

เมล็ดกาแฟสู่เครื่องดื่มของโลกอิสลาม จากการค้นพบ C o f f e e ก็มีหลักฐานที่เป็นตำนานเรื่องเล่ามากมาย ในศตวรรษที่ 9 มีการค้นพบ C o f f e e จากการได้กินผล C o f f e e หลังจากที่ได้เห็นแพะที่มีความคะนึกคะนองขึ้นหลังจากพวกมันได้กินผล C o f f e e หรือการค้นพบและกิน C o f f e e จนสามารถรอดชีวิตกลับมายังเมืองได้ เป็นต้น ในหลักฐานตำนานยืนยันถึงถิ่นฐานดั้งเดิมในเมืองเอธิโอเปียเป็นหลัก ถึงจะมีการยืนยันแต่ในเวลาต่าง ๆ ต้น C o f f e e มักไม่ได้รับความสนใจใด ๆทั้งสิ้น จนมีชาวอาหรับได้นำเอา C o f f e e นั้นออกไปเผยแพร่ในดินแดนอาราเบีย

 เมื่อ Coffee ถูกนำไปเผยแพร่ในดินแดนอาระเบีย ที่เป็นดินแดนดูเหมือนจะยอมรับ Coffee เป็นที่แรกคือเยเมน ต่อมาในช่วงปลายศตวรรษที่ดูเหมือนจะตอบรับ Coffee เป็นแห่งแรกคือเยเมน ในช่วงปลายศตวรรษที่ 14 ถึงเริ่มศตวรรษที่ 15 เริ่มแรกก่อนที่ Coffee กลายเป็นเครื่องดื่มนั้น Coffee ส่วนใหญ่เป็นอาหารมาก่อนในทางศาสนาของผู้ที่นับนิกายซูฟี โดยจะเคี้ยวเมล็ด Coffee เพื่อการขจัดความง่วงออกไปในขณะที่ดำเนินการทางศาสนาในเวลากลางคืน และยังเป็นยาเสริมความสามารถในการเข้าถึงพระเจ้าอีกด้วย แม้ว่าจะมีผู้นำทางนิกายได้คิดนำเมล็ด Coffee นำมาทำการปรับแต่งและปรุงเป็นน้ำ Coffee ซึ่งชาวเยเมนนั้นก็ไม่ค่อยนิยมดื่มสักเท่าไหร่ อีกทั้งนิยมการทานด้วยวิธีเคี้ยวเมล็ดสด ๆ หรือไม่ก็นำเปลือกของเผลกาแฟนั้นมาชงเป็นชา แล้วจึงนำมาดื่มร่วมกับใบกาต นั่นเอง

เนื่องจาก Coffee นั้นเป็นพืชป่าในเอธิโอเปียที่ชาวอาหรับนั้นมีความต้องการมากขึ้น ซึ่งทำให้ชาวอาหรับเยเมนนั้นได้นำ Coffee มาปลูกในบริเวณเทือกเขาทางตอนเหนือของเยเมน และไม่เป็นแค่เพียงการนำ Coffee มาเพื่อความต้องการของมนุษย์เท่านั้น ในพื้นที่ยังเหมาะสมต่อการปลูก Coffee อีกด้วย ส่วน Coffee ที่มีถิ่นฐานมาจากแอฟริกาจึงได้ชื่อว่า อาราบิกา เมื่อถูกนำเข้าสู่ยุโรปการที่ Coffee ถูกนำมาปลูกในเยเมน ส่งผลให้เมืองท่ามอคคา แต่เดิมที่เป็นท่าเรือที่ขนส่ง Coffee ไปทั่วอาระเบียและส่งค้าในยุโรปในภายหลัง จึงทำให้เยเมนผูกขาดการขาย Coffee ได้เป็นเวลานานถึง 2 ศตวรรษครึ่ง ก่อนจะสูญเสียการผูกขาดให้แก่ยุโรป

จาก เมล็ดกาแฟสู่เครื่องดื่มของโลกอิสลาม

ในช่วงปี ค.ศ.1500 Coffee ได้มีแพร่กระจายไปยังคาบสมุทรอาระเบียไปพร้อมกับผู้นับถือนิกายซูฟี ในไคโร ดามัสกัส และเมกกะ ผู้ที่ดื่ม Coffee ต้องจำกัดขอบเขต แต่ในหมู่ผู้นับถือนิกายมักจะรวมตัวกันดื่มบริเวณศาสนสถานหรือลานกว้างต่าง ๆ และยังเป็นเครื่องดื่มในเวลากลางคืนช่วงเทศกาลรอมดอน ดังนั้น Coffee จึงได้ถูกนำไปเกี่ยวข้องกับท่านนะบีมะหะหมัด โดยมีการอ้างถึงตำนานต้นกำเนิดของ Coffee ซึ่งท่านนะบีได้รับเมล็ด Coffee จากเทวทูตกาเบียลมาเป็นเครื่องดื่มในทางของศาสนาอิสลามแทนที่ไวน์ที่เป็นข้อห้ามทางศาสนา จากคำว่า Coffee ในภาษาอาหรับว่า Qahwah ที่เป็นคำใช้เรียกแทนคำว่า ไวน์ นั้นเอง ส่วนการที่ได้นำ Coffee มาเกี่ยวข้องกับศาสนาอิสลามนั้น ทำให้มีการดื่ม Coffee แพร่หลายควบคู่ไปกับการเผยแพร่ศาสนาอิสลาม ในประเทศอินเดียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

เมื่อถึง ค.ศ. ๑๕๑๐ กาแฟก็ได้เปลี่ยนสถานะจากเครื่องดื่มทางศาสนาเป็นเครื่องดื่มทางสังคมมากขึ้น มีร้านกาแฟหรือ Coffee-house ในดินแดนตะวันออกกลางได้เกิดขึ้นมากมาย แต่เนื่องจากมีการถกเถียงเกี่ยวกับผลกระทบของกาแฟที่มีความผิดในข้อห้ามทางศาสนาอิสลาม และถึงแม้จะไม่เป็นข้อห้ามทางศาสนา แต่ชนชั้นปกครองในเมืองใหญ่ๆ ก็เห็นว่า ร้านกาแฟเป็นแหล่งมั่วสุมของคำนินทา คำพูดเสียดสีทางการเมือง และแหล่งการพนัน ทำให้มีการปราบปรามร้านกาแฟเหล่านั้นจำนวนมาก จนเมื่อถึงช่วงประมาณกลางศตวรรษที่ ๑๖ หลังจากความพยายามสั่งปิดร้านกาแฟล้มเหลว ทำให้มีร้านกาแฟแห่งแรกเปิดขึ้นในเมืองดามัสกัส ตามมาด้วยร้านกาแฟตามเมืองใหญ่อีกหลายแห่ง เช่น เมกกะ อิสตันบูล และไคโร เป็นต้น ร้านเหล่านี้จะกลายเป็นปัจจัยสำคัญต่อการแพร่กระจายการดื่มกาแฟในยุโรป

การปรุงกาแฟช่วงนี้ มีการสันนิษฐานว่า ในศตวรรษที่ ๑๕ ผู้นำทางนิกายซูฟีในเมืองท่ามอคคาเป็นผู้คิดค้นการคั่ว การบด และการชงกาแฟ การชงกาแฟในช่วงนี้จะใส่กาแฟลงไปก่อนแล้วตามด้วยน้ำต้มเดือด เพื่อสร้างกลิ่นที่น่าดึงดูดของกาแฟและก่อนที่จะมีการผลิตน้ำที่สะอาดเพียงพอ การต้มจึงเป็นวิธีการหนึ่งที่จะสร้างความแน่ใจในความสะอาดของน้ำ แต่กาแฟที่ชงขึ้นนั้นยังไม่มีการกรองเอากากกาแฟออก u f a b e t ทำให้กาแฟมีลักษณะข้นและขม ทั้งที่มีการปลูกอ้อยในดินแดนตะวันออกกลางและผลิตน้ำตาลที่รับมาจากอินเดียกว่าร้อยปีก่อนการรู้จักกาแฟ แต่ก็ไม่มีการเติมน้ำตาลผสมลงในกาแฟ รวมทั้งการเติมนมด้วย จากการมีคำกล่าวอ้างว่า เป็นสาเหตุของโรคเรื้อนหากเอามาผสมกับกาแฟ แต่กระนั้นก็มีการเติมกระวานลงในกาแฟบ่อยครั้ง รวมถึงมีการใส่ฝิ่นกับกัญชาลงไปแกว่งในน้ำกาแฟด้วย   

ภาษาอาหรับ

ภาษาอาหรับ
ภาษาอาหรับ

ภาษาอาหรับ ความสำคัญ อัลกุรอานได้ลงมาเป็นภาษาอาหรับที่ชัดเจน และได้ปรากฏข้อความยืนยัน มากกว่า 10 แห่งในอัลกุรอาน และย่อมเป็นหลักฐานที่ชัดเจนว่า การที่จะเข้าใจอัลกุรอานอย่างถูกต้องนั้น ขึ้นอยู่กับการรู้ภาอาหรับมาอีกเช่นกัน         

ภาษาอาหรับเป็นภาษาของอิสลาม เป็นภาษาที่อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ทรงให้บรรดามุสลิมได้รวมกันเป็นกลุ่มก้อนอยู่ในศักดิ์ศรีของตน และที่ซึ่งเคยเป็นแหล่งของวิชาการ และแนวความคิดแห่งอิสลาม อิทธิพลทางภาษานี้ต้องควบคู่ไปกับอิทธิพลของศาสนาอิสลาม ในความสูงส่งในภาษานี้ขึ้นอยู่กับความสูงส่งของศาสนาอิสลามอยู่เสมอ

ด้วยเหตุนี้ต้องเป็นหน้าที่ของผู้ที่รู้สึกภูมิใจทางศาสนาอิสลามและจะต้องช่วยกันส่งเสริมให้เรียนรู้ภาษาอาหรับ และชักชวนการเรียน เพราะเป็นภาษาของอัลกุรอาน ทางนำของอัลกุรอานที่เราได้รับแสงสว่าง และดำเนินสู่ทางอันเที่ยงธรรม ซึ่งเป็นหน้าที่ของผู้มีความรู้ (อุละมาอฺ) มุสลิมทั่วพื้นพิภพ โดยเฉพาะมุสลิมชั้นปัญญาชนที่มีความรู้ทางด้านภาษาอาหรับ ที่จะต้องใช้ความพยายามในการเผยแพร่ภาษาอาหรับ เพื่อการแพร่กระจายไปทั่วหมู่ชนชาวมุสลิม

ท่านอิมามอัซซาฟิอีย์ ร่อฮิมะฮุลลอฮฺ ได้กล่าวไว้ในตำราและคำฟัตวาว่าจำเป็นแก่มุสลิมที่จะต้องเรียนภาษาอาหรับ

“จำเป็นที่มุสลิมทุกคนจะต้องศึกษาอาหรับ เท่าที่ความพยายามสามารถจะมี”

ส่วนหนึ่งที่บ่งบอกถึงตำแหน่งที่ยิ่งใหญ่ของภาษานี้มีอยู่ในจิตใจของเหล่าบรรดามุสลิมไม่ว่าจะเป็นเชื้อชาติใดนั้น ก็ได้แก่ข้อความที่ท่านอัลอัลลามะฮฺ อัลอิมาม อัษษะอาลิบีย์ ได้กล่าวไว้ในคำนำหนังสือที่ชื่อว่า “ฟิกฮุ้ลลุเฆาะฮ์ วะซิรรุ้ลอะร่อบียะฮ์” เขียนว่า

“ผู้ใดรักอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา เขาก็ย่อมรักร่อซูลของพระองค์ มุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม และผู้รักร่อซูลซึ่งเป็นชาวอาหรับ เขาก็ย่อมรักชาวอาหรับ และผู้ใดรักชาวอาหรับเขาก็ย่อมรักภาษาอาหรับ ซึ่งโดยภาษานี้ได้มีพระคัมภีร์ที่ประเสริฐยิ่งลงมาแก่ผู้ที่ประเสริฐในหมู่ชนที่ไม่ใช่อาหรับ และหมู่ชนชาวอาหรับ และผู้ใดที่รักษาภาษาอาหรับเขาก็ย่อมเอาใจใส่ หมั่นเพียรและผินความสนใจสู่ภาษานี้”

เมื่อเราได้เรียนรู้และได้อ่านหนังสือที่ชื่อว่า “อัล-ฟิร็อก” ที่มีการเรียบเรียงโดยอัลอัลมาละฮฺ (ปราชญ์) อัลอิสฟีรอยินีย์ มีว่า ส่วนหนึ่งจากคุณสมบัติของผู้ดำเนินตามแนวทางของท่านร่อซูล (อะฮฺลุซซุนนะฮฺ) ซึ่งต่างกับหมู่ชนอื่น ๆ ก็คือ การแสงออกให้เห็นชัดเกี่ยวกับเรื่องภาษาอาหรับ และวรรณคดี

ข้อความหนึ่งที่รุ้สึกชื่นชมอ่านพบในหนังสือที่ชื่อว่า “วะซาอิลุ ตะก๊อดดุมิ้ล มุสลิมีนะ” (วิถีทางแห่งความเจริญก้าวหน้าของบรรดามุสลิม) ระบุไว้ว่า

“และเพื่อที่บรรดามุสลิมจะได้พัฒนาและทำความเจริญก้าวหน้านั้น จำเป็นที่พวกเขาจะต้องเผยแพร่ภาษาอาหรับไปทั่วประเทศที่เขาเหล่านั้นอยู่ และถ้าเมื่อไม่สามารถที่จะทำให้ภาษานี้เป็นภาษาเดียว (ใช้ภาษาเดียว) หรือเป็นภาษาที่หนึ่ง หรือเป็นภาษา “แม่” อย่างที่บางคนเรียกแล้ว ก็จะต้องไม่น้อยกว่าที่จะทำให้ภาษานี้เป็นภาษาร่วม เพื่อที่จะได้ทำให้เขาเหล่านั้นได้ใกล้ชิดสนิทสนมและมีหัวใจปรองดองกัน และภาษานั้นก็จะได้เป็นภาษาที่ใช้สนทนา และทำความเข้าใจซึ่งกันและกัน อันเป็นความสะดวกในการแลกเปลี่ยนวิชาความรู้ และความรู้สึกเห็นอกเห็นใจกัน”

จากที่กล่าวเอาไว้ว่า จำเป็นที่มุสลิมจะต้องเผยแพร่ภาษาอาหรับ โดยที่เราไม่ได้กล่าวถึงภาษาอื่นไว้อีก ทั้งนี้ก็เพราะภาษาอาหรับเป็นภาษาที่ได้รับการเทิดทูนในทัศนะของมุสลิม เพราะเป็นภาษาของ อัลกุรอาน อัลฮะดิษ และประวัติศาสตร์อิสลาม

อิสลามได้ใช้ให้ผู้ดำเนินตาม ศึกษาภาษาอาหรับเท่าที่สามารถจะทำได้ เพราะเป็นภาษาของอัลกุรอาน, ของท่านนบี คนในอดีต และบรรพบุรุษของพวกเขา ซึ่งได้เผยแพร่อิสลาม นอกจากนั้นยังเป็นภาษาของสวรรค์อีกด้วย ดังที่ท่านร่อซูล ศิอลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้บอกแก่เรา หลังจากผู้เรียบเรียงหนังสือดังกล่าว ได้พูดถึงตำแหน่งและคุณสมบัติพิเศษของภาษาอาหรับแล้ว เขาได้จบคำพูดของเขาและกล่าวว่า

“ในขณะที่บรรดามุสลิมกำลังเตรียมตัวที่จะพัฒนาและสร้างความก้าวหน้านั้น มันช่างจำเป็นแก่เขาเหล่านั้นเหลือเกิน ที่จะต้องมีหมู่ชนหลาย ๆ หมู่ที่จะใช้ภาษาอาหรับและเผยแพร่ไปให้ทั่วทุกแห่ง และรวมภาษาและปากกาของพวกเขาให้อยู่ในภาษาอาหรับเสีย”

แท้จริงแล้สว อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา นั้น ขณะที่พระองค์ได้ประทานพระคัมภีร์อันมีเกียรติเป็นภาษาอาหรับ พระองค์ได้ทรงคัดเลือก และกำหนดให้คงอยู่ชั่วนิรันดร และจะคงอยู่เท่ากับความคงอยู่ของ อัลกุรอานอันยั่งยืนตลอดกาล

“แท้จริง เราได้ประทานอัซซิกร์ (อัลกุรอาน) ลงมา และแท้จริง เราเป็นผู้รักษาสิ่งนั้น (อัลกุรอาน)”

ในการที่อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ทรงคัดเลือกภาษาอาหรับเป็นภาษาของพระคัมภีร์ของพระองค์ พระองค์ได้ทรงเชิญชวนให้บรรดาผู้ศรัทธาศึกษาภาษานั้น พร้อมทั้งให้รักษาไว้ และให้เผยแพร่ไปในหมู่มนุษย์ทั้งหลาย

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

เป็นการสมควรอย่างยิ่งสำหรับบรรดาผู้ที่ได้รับมรดกสาระของพระคัมภีร์อันประเสริฐ ufabet แห่งพระผู้เป็นเจ้านี้จะได้เป็นผู้นำหน้าคนอื่น ๆ ในการทะนุบำรุง และรักษาภาษานี้ไว้ด้วยการให้เกียรติและยกย่องตลอดมา

เศรษฐกิจพอเพียงตามแนวทางของศาสนาอิสลาม

เศรษฐกิจพอเพียงตามแนวทางของศาสนาอิสลาม
เศรษฐกิจพอเพียงตามแนวทางของศาสนาอิสลาม

เศรษฐกิจพอเพียงตามแนวทางของศาสนาอิสลาม ความพอเพียง เป็นเรื่องที่ต้องเกิดภายในจิตใจ และนำไปสู่การปฏิบัติที่เป็นจริง ในหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ตามแนวพระราชดำริของในหลวงนั้น ประกอบไปด้วย ความพอประมาณ ความมีเหตุผล และการมีภูมิคุ้มกัน ซึ่งเป็นหลักในทางสายกลางและการพึ่งพาตัว ซึ่งถือได้ว่าเป็นเรื่องที่สอดคล้องตามหลักคำสอนของศาสนาอิสลาม โดยเฉพาะ ซุนนะห์ ของ ท่าน นบีมูฮัมมัด (ซ.ล.) ที่ท่านถือเป็นแบบอย่างที่สมบูรณ์ยิ่งในเรื่องนี้อีกด้วย

จากความมั่นคงในทางเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้น ต้องขึ้นอยู่กับความสมดุล ในการผลิต และความต้องการ ในการบริโภค ซึ่งถ้าหากว่าอย่างใดอย่างหนึ่งน้อยเกินไปหรือมากเกินไป เราจะไม่สามารถที่จะสร้างความมั่นคงและเกิดความยั่งยืนในทางเศรษฐกิจได้ และจะนำไปสู่ความพอเพียงได้อย่างแน่นอน แต่หากเราได้ยึดหลักตามแนวทางของของศาสดามูฮำมัด (ซ.ล.) แล้ว เราก็จะได้สัมผัสถึงความสำเร็จ สามารถยืนอยู่บนความพอดี และพอเพียงได้อย่างแน่นอน ดังวจนะของท่านนบี มูฮัมมัด (ซ.ล.) ที่ว่า

افضل الكسب بيع مبرور وعمل الرجل بيده رواه احمد

ที่กล่าวมาข้างต้นคือ “อาชีพที่ประเสริฐที่สุดก็คือ การค้าขายที่ซื่อสัตย์ และการทำงานด้วยน้ำพักน้ำแรงของตนเอง” ข้อมูลจาก อะห์หมัด จากอัลฮ่าดิษ ซึ่งในบทนี้จะเห็นได้ว่าท่านรสูลุลลออฮ ชี้เน้นให้เกิดการพึ่งพาตนเองและมีความซื่อสัตย์ตรงไปตรงมา ไม่เบียดเบียนผู้อื่น โดยการกระทำดังกล่าวควรเริ่มต้นที่ตนเองก่อน เริ่มนับที่ตัวเรา แต่หากต้องมีหลักพึงอาศัยซึ่งกันและกัน อันจะเป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในอีกทางหนึ่งจากหลาย ๆ หนทาง

ซึ่งอย่างไรก็ตามนั้น ในมาตรฐานของคนเรามีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงในแต่ละบุคคล ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องขึ้นอยู่กับสถานะในแต่ละบุคคล แต่ละครอบครัว ความต้องการ และความหวังที่มีที่แตกต่างกัน ในการดำเนินชีวิตนั้นไม่มีสูตรสำเร็จใด ๆ ที่เป็นตัวตั้งค่ามาตรฐานของความพอเพียงว่า ควรแค่ไหน เพียงใด อย่างไร แต่ถ้าเราได้ยึดหลักตามแนวทางของศาสดามูฮำมัด (ซ.ล.) แล้วนั้น ท่านก็ส่งเสริมให้ ยึดทางสายกลางเป็นหลักในการดำเนินการ ไม่มากไปหรือไม่น้อยไป ดังวจนะของท่านนบี มูฮัมมัด (ซ.ล.) ที่ว่า

جيرالامور

  ที่กล่าวข้างต้นคือ “ความน่าภาคภูมิใจ ในการได้มากับการใช้ไป ด้วยความกลมกลืนและเหมาะสมนั่น ถือว่าเป็นความสำเร็จระดับหนึ่ง ต่อการก้าวต่อไปอีกหลายๆ ก้าว” ดั่งเช่น เรื่องของอาหารที่ใช้ในการดำรงชีวิต เพราะถ้าหากเราสามารถผลิตได้เอง ปลูกไว้กินเองได้ หากเหลือจากการบริโภคแล้ว เรายังสามารถขยายไปสู่การจำหน่ายจ่ายแจก ก็ย่อมถือเป็นความมั่นคง ทางเศรษฐกิจแบบยั่งยืนได้ด้วยเช่นเดียวกัน ดังวจนะของท่านศาสดามูฮัมมัด (ซ.ล.) ที่มีความว่า

“ไม่มีอาหารใดจะดีกว่าอาหารที่ได้มาจากน้ำพักน้ำแรงของตนเอง U F A B E T และน่าบีของอัลเลาะห์ คือน่าบีดาวูด (อ) นั้น ท่านรับประทานอาหารที่ได้มาจากน้ำพักน้ำแรงของตน” ข้อความดังกล่าวจาก บูคอรีย์

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

ดังนั้นเศรษเราควร ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ใช้อย่างประหยัด รู้จักความพอดี มีวินัย เพื่ออนาคตที่สดใส ทั้งดุนยาและอาคิเราะฮ์

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 00 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0