พิธีกรรมของอิสลาม

พิธีกรรมของอิสลาม
พิธีกรรมของอิสลาม

พิธีกรรมของอิสลาม ศาสนาอิสลามนั้นเป็นศาสนาหนึ่งที่ไม่เหมือนศาสนาใด ๆ นั่นก็คือ เป็นศาสนาที่ไม่มีนักบวชในการประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ ซึ่งมุสลิมที่เป็นอิสลามนั้นจะเป็นทั้งนักบวช และฆราวาสกันเอง ซึ่งนักบวชกับฆราวาสนั้นจะต้องมีบทบาทที่เป็นจริง และเป็นคนที่มีความรู้ด้วยเช่นกัน ในการถือหลักทางศาสนานั้นต้องเป็นธรรมสูงสุดกับการดำรงชีวิตเพื่อการอยู่รอดในชีวิตประจำวัน

หลักในการปฏิบัติทางศาสนกิจที่สำคัญ ๆ จะมีอยู่ 5 ประการ คือ

หลักปฏิบัติที่ 1

คือ การปฏิญาณตน สำหรับผู่ที่เป็นอิสลามหรือมุสลิมนั้นจะต้องยืนหยัดวาจา และกล่าวว่า “ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลเลาะห์ และท่านศาสดามุฮัมมัดเป็นศาสนทูตของพระองค์”

หลักปฏิบัติที่ 2

คือ การละหมาด หรือ คนมุสลิมเรียกว่า นมาซ เรียกว่าเป็นการเคารพต่อพระเจ้าจากอิริยาบถต่าง ๆ และจะต้องมีการปฏิบัติในทุก ๆ วัน ต่อวัน วันละ 5 ช่วงเวลา ได้แก่ เวลาก่อนฟ้าส่าง เวลาบ่าย เวลาเย็น เวลาหั่วค่ำ และเวลากลางคืน ในการละหมาดนั้นจะช่วยหยุดความคิดและการกระทำที่ผิด ๆ ให้เป็นระบบ ทำให้สามารถนึกคิดสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น และสิ่งที่จะเกิดขึ้นในเวลาต่อไปในทุก ๆ วัน

หลักปฏิบัติที่ 3

คือ การถือศีลอด เป็นการงดและละเว้นการรับประทานอาหาร การดื่มน้ำ การมีเพศสัมพันธ์ การพูดว่าร้ายผู้อื่น จนกระทั่งการประพฤติปฏิบัติที่ผิดบาปหลาย ๆ สิ่ง ซึ่งการถือศีลอดนี้จะเริ่มทำในเดินรอมฎอนเป็นระยะเวลาตลอดทั้งเดือน ในการถือศีลอดเป็นสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งคือเพื่อให้ชาวมุสลิมนั้นชำระจิตใจให้บริสุทธิ์ และเป็นการฝึกความอดทนกับการยั่วยุของกิเลสที่เกิดขึ้น

หลักปฏิบัติที่ 4

คือ การจำหน่ายซะกาต เป็นการบริจาคทานอย่างหนึ่งให้กับผู้ที่เหมาะสมกับศาสนบัญญัติที่ควร

หลักปฏิบัติที่ 5

คือ ประกอบพิธีฮัจญ์ เป็นการประกอบศาสนกิจในเมืองเมกกะ ประเทศซอุดีอาระเบีย ซึ่งผู้ที่จะไปร่วมพิธีจะต้องอยู่ในสภาพที่เพรียบพร้อม นั่นก็คือ ต้องบรรลุนิติภาวะ มีสุขภาพทางร่างกายและจิตใจที่ดี มีทุนทรัพย์สินที่เพียงพอ และมีความรู้และความเข้าใจกับการทำฮัจญ์อีกด้วย

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

ขอขอบคุณบทความดี ๆ จาก ufa877

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

เทศกาลที่สำคัญของศาสนาอิสลาม

เทศกาลที่สำคัญของศาสนาอิสลาม
เทศกาลที่สำคัญของศาสนาอิสลาม

เทศกาลที่สำคัญของศาสนาอิสลาม อย่างที่หลาย ๆ คนได้เข้าใจว่าในหมู่ชาวมุสลิม เมื่อถึงเดือนรามฎอนมาถึง หมู่คนอิสลามก็ต้องมีการประพฤติปฏิบัติตามหน้าที่ของแต่ละคนตามที่หลักทางศาสนาได้กำหนดไว้ แต่ก็ยังมีในส่วนหนึ่งที่มีคำถามกัน่วา เมื่อถึงในเดือนรามฎอนนั้นมีความสำคัญกับคนอิสลามอย่างไร และเพราะอะไรที่คนอิสลามต้องถือศีลอดกันด้วย

รอมฎอน หรือเรียกได้อีกชื่อว่า รอมะฎอน นั้นคือเดือนที่ 9 ในปฏิทินของฮิจญ์เราะฮฺ หรือปฏิทินอิสลามนั่นเอง ซึ่งเดือนนี้เป็นเดือนที่คนอิสลามนั้นจะถือศีลอดกันตลอดทั้งเดือนนั่นเอง เดือนนี้นับว่าเป็นหนึ่งเดือนที่สำคัญของคนอิสลามที่อัลกุรอานนั่นได้เอ่ยถึงความสำคัยและความยิ่งใหญ่ของเดือนนี้ไว้ให้เข้าใจว่า เป็นเดือนที่อัลกุรอานนั้นได้ถูกประทานลงในเดือนนี้ และมีอีกสิ่งที่สำคัญอีกหนึ่งอย่างก็คือเป็นเป้าหมายของการประทาน เป้าหมายของการประทานอัลกุรอานเป็นการใช้คัมภีร์เพื่อนำทางและจำแนกแยกแยะความถูกผิดแก่มนุษยชาติเพื่อให้มนุษย์เราอยู่ในสิ่งที่ถูกต้องและสมบูรณ์แบบ ถ้าเดินตามทางที่คัมภีร์ได้กำหนดไว้ ชีวิตก็จะเป็นสุขในโลกนี้และปรโลกเช่นกัน

ทั้งนี้ ในเดือนรามฎอนจึงถือว่าเป็นเดือนที่สำคัญและมีความศักดิ์สิทธิ์เป็นอย่างมาก และทำให้เป็นสิ่งที่เป็นแรงผลักดันมนุษยชนศรัทธาและความความดีมากกว่าในเดือนอื่น ๆ จนกระทั่งมีการถือศีลอดเพื่อเป็นหนทางในหลาย ๆ สิ่ง เพื่อให้มนุษยชนนั้นได้ตระหนักและสามารถตระหนักดุถึงความเป็นมนุษย์ที่แท้จริง

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

c r e d i t : ufabet777

Islamophobia

Islamophobia
Islamophobia

Islamophobia หรืออาการหวาดกลัวอิสลาม เรามาทำความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ของประเทศยุโรปที่มาถึงประเทศไทยเรา เราได้ทำการตรวจค้นความหวาดกลัวของอิสลามในประเทศไทย จึงได้ข้อชัดแจ้งมาว่า ความหวาดกลัวนั้นเกิดจากตัวของเราเอง นั่นก็คือ ความเป็นเรา และอีกอันหนึ่งก็คือ ความเป็นอื่นนั่นเอง ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับการอยู่ร่วมกันในสังคมเพียงแค่เรานั้นต้องรู้จักการเคารพกันในฐานะการเป็นมนุษย์คนนึง

อาการของการหวาดกลัวอิสลาม มีความหมายที่ค่อนข้างจะเข้าใจได้ไม่ยาก แต่ที่ดูค่อนข้างที่จะซับซ้อนก็คือ เพราะเหตุใดถึงกลัว นั่นเอง นั่นก็เพราะสาเหตุที่เกิดความกลัวนั้นอ้างอิงได้กับบริบทของแต่ละสังคมและพื้นที่ อย่างเช่น ในยุโรป และประเทศไทยเรา ซึ่งสาเหตุนั้นก็ขึ้นอยู่กับการแสดงออกและเงื่อนไขต่าง ๆ ที่ลายล้อมที่แตกต่างกันในเรื่องต่าง ๆ นั่นเอง

ทั้งนี้ก็ได้มีการศึกษาของความหวาดกลัวอย่างไม่มีเหตุและผลที่เกิดจากสิ่งอื่น ๆ และปัจจัยอื่น ๆ โดยคนที่ได้ทำการศึกษานั่นก็คือ เอกรินทร์ ต่วนศิริ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี และเราจะมาบอกข้อมูลที่เกี่ยวกับอาการหวาดกลัวอิสลาม ต่อจากนี้

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

อาการหวาดกลัวอิสลาม แบ่งออกได้ 3 ระดับ

ระดับแรก เป็นระดับปัจเจกที่ไม่มีการจัดตั้งเมื่อได้เห็นมุสลิม เห็นมัสยิดจะรู้สึกไม่ชอบ อยากที่จะทำลายทิ้งและใช้ความรุนแรงนั่นเอง

ระดับที่สอง เป็นระดับที่มีการจัดตั้งองค์กร การมีนโยบายสำหรับการจัดตั้ง เพื่อการปฏิเสธความเชื่อหรือการแสดงสัญลักษณ์ที่เกี่ยวข้องกับศาสนาอิสลาม

ระดับที่สาม เป็นระดับของนโยบายรัฐ ซึ่งไม่ว่าจะมีการออกจากพรรคการเมืองหรือเกี่ยวกับนโยบายที่ไม่มีการประกาศที่ชัดเจน อย่างเช่น การแสดงสัญลักษณ์ทางศาสนาในพื้นที่สาธารณะที่อิงกับแนวคิดรัฐฆราวาส

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

credit : holifestivaljapan.com

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

ประเทศที่ล้าหลังของชาติตะวันตก

ประเทศที่ล้าหลังของชาติตะวันตก
ประเทศที่ล้าหลังของชาติตะวันตก

ประเทศที่ล้าหลังของชาติตะวันตก มุสลิมมีความเชื่อว่าอิสลามนั้นเป็นศาสนาผู้ที่เป็นผู้สร้างจักรวาล เป็นผู้สร้างฟ้า สร้างแผ่นดิน รวมถึงสร้างสิ่งต่าง ๆ ขึ้นมา เชื่อว่าศาสนาอิสลามนั้นเป็นศาสนาของพระเจ้า ที่เป็นศาสนาที่ถูกต้องจากคำพูดของมุสลิมเรื่อยมา แต่ก็มีข้อสงสัยมาว่าทำไมประเทศมุสลิมจึงเป็นประเทศที่ล้าหลังกว่าฝั่งตะวันตก เพราะว่าทางฝั่งของตะวันตกนั้นพลเมืองส่วนใหญ่จะนับถือศาสนาคริสต์ และประเทศทางตะวันตกจึงมีความเจริญก้าวหน้ามากยิ่งกว่า ความเชื่อจึงเป็นแค่นับคำพูดหรือเป็นจริงหรือเปล่าที่เป็นศาสนาผู้สร้างโลก และจริงหรือไม่ที่ศาสนาคริสต์นั้นเป็นศาสนาของพระเจ้ารวมทั้งเป็นศาสนาที่ถูกต้อง

จากประเด็นข้อสงสัยจึงมีคำตอบให้ถึง 2 แง่ ก็คือ ในส่วนแรกเป็นหลักการ ส่วนสองเป็นแง่ของความจริงหรือสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง ซึ่งทางเราจะขอไขข้อสงสยในประเด็นที่สอง เพราะหากว่าผู้อ่านได้ทราบถงสถานการณ์จริงก็จะรู้ว่ามุสลิมนั้นอยู่ในจุดของความเจริญแล้ว และกล่าวถึงหลักการที่ได้มีอยู่ในหะดีษ

และอัลกุรอาน ที่เป็นหลักการของพระเจ้า ที่ทำใก้เรารู้ว่าพระเจ้านั้นได้กำหนดสิ่งต่าง ๆ มาอย่างไรและพระเจ้าต้องการอะไรกับสิ่งที่ได้กำหนดมาไว้ แต่เมื่อเรานั้นได้มาวิเคราะห์ถึงเรื่องราวต่าง ๆ ที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นนั้น ก็จะทำให้รู้ว่าความพระสงค์ของพระเจ้านั้นทำให้เราได้เข้าใจว่า ทำไมชาวมุสลิมต้องอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ จึงทำให้อิงถึงผลของธรรมชาติในศาสนาอัลลอฮฺ ตะ อาลาอย่างแท้จริง

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

ขอบคุณบทความจาก UFABET877

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

การกินกับสังคมที่เข้มแข็งของอิสลาม

การกินกับสังคมที่เข้มแข็งของอิสลาม
การกินกับสังคมที่เข้มแข็งของอิสลาม

การกินกับสังคมที่เข้มแข็งของอิสลาม ในส่วนของอาหารการกินนั้นเป็นเรื่องที่จริงจังอย่างมากในแง่ของวิชาการ ว่าด้วยการกินนั้นเป็นศาสตร์และศิลป์ ทางวิทยาศาสตร์ของการกินที่เป็นเรื่องราวของชีวิตที่สามารถใช้สารอาหารนั้นเป็นแหล่งของการสร้างเนื้อเยื่อและเป็นประโยชน์ของร่างกาย ทั้งทางวิทยาศาสต์และหลาหลายศาสตร์ต่าง ๆ  เพื่อการก่อกำเนิดของพฤติกรรมการกินของมนุษย์ที่ค่อนข้างสลับซับซ้อน

คนไทยหลากหลายคนได้พูดเกี่ยวกับการกินนั้นว่าเป็นเรื่องที่สำคัญและเป็นเรื่องใหญ่ ส่วนในคนต่างชาตินั้นกลับมองว่าเรานั้นก็เป็นอย่างที่เรากินนั่นเอง หรืออาจจะเรียกได้ว่า We are what we eat ที่มีความหมายว่า กินยังไงก็เป็นอย่างนั้น หากเมื่อเราได้มองทั้งสองความคิดเห็นทั้งสองชาติเราจะรู้ได้ว่าทั้งสองความคิดนั้นแตกต่างกันตรงที่ว่า คนไทยนั้นจะมองในเรื่องอาหารการกินว่า การกินนั้นเป็นหลัก แต่กลับกันในทางต่างชาตินั้นกลับมองไปอีกทางหนึ่งว่าการกินนั้นมาจากผลหรือสิ่งที่เกิดขึ้น

ศาสนาอิสลามนั้นได้พูดกล่าวเรื่องของอาหารการกินไว้มากมาย ซึ่งในการกินของอิสลามนั้นมีหลากหลายมิติเพราะว่าการกินของทางอิสลามนั้นจะมองการกินที่รอบด้านมากกว่าศาสนาอื่น ๆ และจะไม่ตีกรอบในการกินอาหารไปที่เหตุหรือผล แต่จะตีการกินนั้น ๆ ให้ครอบคลุม ฉะนั้นในทางการกินอย่างอิสลามไม่ใช่เพียงแค่การกินไปอย่างนั้น ๆ แต่จะกินด้วยวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล และที่สำคัญที่สุดของการกินนั้นก็คือ การกินที่มองอย่างละเอียดและถี่ถ้วยที่มีความลึกซึ้ง

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

ในส่วนของการสอนจากการกินนั้นอิสลามจะสนให้มองกว้างถึงสังคมและคนรอบข้าง โดยจะสอนให้เหล่ามุสลิมนั้นรู้จักที่จะเลือกกินให้รู้ว่าการกินนั้นควรกินอย่างไรถึงจะได้รับคำโปรดปรานของพระเจ้า และควรกินอย่างไรที่สังคมนั้นจะอยู่อย่างเป็นสุขในขณะที่เรากินอยู่อย่างเป็นสุข และเพื่อนบ้านของเรานั้นต้องเป็นสุขด้วยเช่นกัน แต่ในขณะเดียวกันนั้นตัวของเราเองก็จะต้องมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงเช่นกัน

จากการกินอย่างไม่ฟุ่มเฟือยในหลักที่สำคัญของอิสลามนั้นจะสอนอีกเรื่องคือ ให้มุสลิมได้เข้าใจและลึกซึ้งถึงศาสตร์ที่ควบคู่ไปกับหลักของโภชนาการ ที่ในปัจจุบันนี้นั้นมีเทคโนโลยีที่หลากหลายที่มีการยอมรับว่าการกินน้อยนั้นควรให้เหลือเพียงปริมาณหนึ่งในทางอิสลามที่สอนในเรื่องของการแก้ปัญหาทางสุขภาพ เศรษฐกิจ และสังคม รวมทั้งจะสอนให้ไม่ยึดถือกับการกิน แต่จะให้จุนเจือช่วยเหลือผู้อื่น

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

ขอขอบคุณบทความน่ารู้จาก แทงบอลออนไลน์

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

การดำเนินชีวิตกับอัลกุรอาน

การดำเนินชีวิตกับอัลกุรอาน
การดำเนินชีวิตกับอัลกุรอาน

การดำเนินชีวิตกับอัลกุรอาน สำหรับการพูดเกี่ยวกับเรื่องราวอัลกุรอานก้ถือว่าเป็นการพูดในเรื่องที่ใหญ่ ซึ่งเป็นการกล่าวในคัมภีร์ในเรื่องของความยิ่งใหญ่ ในเรื่องราวของอัลกุรอานนั้นมันอาจจะมีความรู้สึกที่เกิดขึ้นมาทั้งความรู้สึกที่ดีใจหรือละอายใจ กล่าวได้ว่า เราอาจจะดีใจที่ได้พูดถึงคำดำรัสในเรื่องที่เกี่ยวกับอัลกุรอานของอัลลอฮฺหรือละอายใจเช่นเราได้ถือวิสาสะมาพูดในเรื่องคำดำรัสที่สูงส่งของพระอัลลอฮฺ แต่ถ้าหากว่าใครนั้นได้พูดถึงในเรื่องของพระอัลลอฮฺแน่นอนว่าทั้งชีวิตของผู้นั้นไม่อาจจะพูดในเรื่องราวได้จนครบถ้วนเป็นแน่

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

แต่ในวันนี้เราจะมาขอพูดถึงวิธีที่ทำให้เนื้อหาของอัลกุรอานนั้นมีผลต่อมุสลิมทุกคน โดยเฉพาะเหล่ามุสลิมในช่วงเดือนเราะมะฎอน จึงได้มีรายงานที่มีความน่าเชื่อถือจากท่านอุษมาน เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ที่ได้มาแปลจากคำที่กล่าวออกมาว่า “หากหัวใจของท่านนั้นมีความบริสุทธ์จริงแท้ พวกท่านนั้นก็จะโหยหาและไม่มีวันที่จะเต็มอิ่มกับคำในดำรัสของพระผู้อภิบาลของท่านอย่างแน่” นี่ก็เป็นเพราะอัลกุรอานในคำดำรัสของอัลลอฮฺ ซึ่งในคำดำรัสคือคุณลักษณะจากเหล่าบรรดาคุณลักษณะของพระองค์เอง

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

ในประการแรกนั้นขอให้ท่านได้พินิจเกีรติที่อัลกุรอานได้มอบให้กับผู้คน คือ การอ่าน การฟัง ใคร่ครวญและนำมาใช้ และแน่แท้ว่าในการมีชีวิตที่ผูกพันกับอัลกุรอ่านนั้น ถือเป็นกรใช้ชีวิตที่มีเกียรติ และเป็นความโปรดปรานที่อัลลลอฮฺได้ประทานให้ผู้ที่พระองค์ประสงค์ทั้งหลาย ถือว่าเป็นชีวิตที่ดีที่สุด และด้วยเหตุนี้นั้น ก็เป็นความเหมาะสมที่สุดสำหรับผู้ที่ศรัทธาด้วยความจริงใจต่อตนเองที่เกิดความจริงจังต่อชีวิตที่แท้จริงที่ได้มีความผูกพันกับอัลกุรอานเท่านั้น ต่างคนต่างมีความเชื่อมั่นติ่ความสัจจริงของมัน คำสัญญาทั้งหมดมันจะต้องเกิดขึ้นจริงด้วยวิธีการนำเสนอที่ส่งผลต่อต่อจิตใจ

ในเดือนเราะมะฎอน นั้นถือว่าเป็นโอกาสในการได้ทบทวนอัลกุรอาน กับความแม่นยำเป็นขั้นแรก ๆ และยังถือว่าเป็นโอกาสในความเอาจริงเอาจัง ในการอ่นอัลกุรอานที่มีผลต่อใจ และความสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงบุคลิกภาพให้ดีขึ้น โดยการปรารถนากับพฤติกรรม หลังจากที่ได้อ่านอัลกุรอานนั้น ดังนั้นการมีชีวิตที่ได้ผูกพันกับอัลกุรอาน นั้นก็คือการมีชิวิตที่มีการรักใคร่ต่อบรรดาเหล่าอายะฮฺของ พระผู้ทรงเมตตา รวมทั้งการให้เกียรติ และการเทิดทูน ทั้งนี้การอ่านอัลกุรอานนั้น เป็นสิ่งที่ดีสำหรับเราทุกคนที่จะได้ปรับปลี่ยนความตั้งใจ สู่การตะดับบุรพินิจ และใคร่ครวญอัลกุรอาน กระทั่งได้มีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของเราเอง และจะทำให้กิจการในชีวิตเราได้ปรับเปลี่ยนสู่ทุกสิ่งให้ดีงามขึ้นไป

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

ที่มา : UFABET1688

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

การอีลาอ์

การอีลาอ์
การอีลาอ์

การอีลาอ์ เป็นการสาบานที่จะไม่มีเพศสัมพันธ์กับภรรยาของตน ซึ่งคือ การที่สามีนั้นที่มีเพศสัมพันธ์ได้ แต่การมีเพศสัมพันธ์ที่ได้มีการสาบานต่อพระอัลลอฮฺ ว่าจะไม่สมสู่กับภรรยาของตนไปตลอด หรือจะต้องมากกว่า 4  เดือน

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

เป็นการสั่งสอนภรรยาของตน ที่ไม่ยอมเชื่อฟังคำกล่าว ความขัดขืน ดื้อรั้น และไม่ภักดีต่อสามีตนเอง และจึงจำเป็นที่จะต้องอนุญาตให้สามีนั้น กระทำได้เท่าที่ต้องการ นั่นก็คือ 4 เดือนหรือน้อยกว่านี้ แต่ถ้าหากว่าเกินไปกว่านี้นั้นเป็นที่ต้องห้ามนั่นเอง ซึ่งการกระทำเช่นนี้นั้นเป็นการกดขี่และอธรรม เพราะนี่เป็นถึงการสาบานที่เป็นการละเว้น ในสิทธิและหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติต่อภรรยานั่นเอง

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

ในสมัยก่อนนั้น ถ้าหากสามีไม่พอใจภรรยาของตนเอง แต่ก็จะไม่ให้ภรรยาของตนไปแต่งงานกับชายคนอื่น และเขานั้นก็จะกล่าวคำสาบานอีกด้วยว่า จะไม่แตะต้องตัวนางไปตลอดหรือกล่าวเป็นปี ๆ ก็เป็นได้ ดั้งนั้นจึงเป็นการตั้งเป้าหมายในการทำร้ายนาง ซึ่งนางนั้นก็จะไม่ใช่เป็นภรรยาแต่ก็มีสิทธิ์ที่จะไปแต่งงานใหม่ได้ ทั้งนี้เพราะอัลลอฮฺนั้นเพียงต้องการให้มีขอบเขตในการประสงค์ดังกล่าว จึงได้กำหนดเป็นช่วงเวลาไว้ให้ และยังห้ามการสาบานที่มากกว่านั้น เพื่อจะไม้ให้เกิดผลร้ายหรืออันตรายต่าง ๆ ต่อภรรยานั่นเอง

เมื่อฝ่ายชายได้กล่าวคำสาบานว่าจะไม่เข้าใกล้และไม่แตะต้องภรรยาของเขาแล้วรวมทั้งไม่ร่วมเพศสัมพันธ์กับนางไปตลอดหรือมากกว่าสี่เดือน ต้าหากฝ่ายชายนั้นดันไปมีเพศสัมพันธ์กับนางในช่วงสี่เดือนนั่นจึงถือได้ว่าเป็นการสิ้นสุดของการสาบาน และเข้านั้นก็ต้องไถ่การสาบานอีกด้วย เป็นการเสียค่าไถ่การสาบานโดยที่จะต้องเลี้ยงอาหารคนยากจนเป็นจำนวน 10 คน หรือการให้เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายกับพวกเขา หรือกาปล่อยทาสนั่นเอง แต่ถ้ามีเงินไม่มากพอก็ต้องจะถือศีลอดเป็นเวลาถึง 3 วันเลยทีเดียว แต่ถเหากระยะเวลานั้นได้ผ่าน 4 เดือนไปแล้วเขายังไม่ได้มีเพศสัมพันธ์กับภรรยาของตน ภรรยานั้นก็สามารถที่จะเรียกร้องได้ ซึ่งถ้าสามีนั้นได้ทำตามคำเรียกร้องของภรรยาแล้ว เขาก็จะไม่ต้องเสียค่าไถ่การสาบาน แต่หากสามีไม่รับคำวอนขอของภรรยาของตนนั้น ภรรยาก็มีสิทธิที่จะเรียกร้องขอให้หย่า ถ้าหากสามีนั้นไม่ยอมหย่าอีก ก็ต้องให้ผู้พิพากษานั้นทำการหย่าให้กับนาง เพื่อปกป้อง และป้องกันฝ่ายหญิงที่จะได้รับความเสียหายต่อตนนั่นเอง ซึ่งสุดท้ายแล้วหากเป็นสิ่งที่ถูกต้องก็ต้องทำตามคำกล่าวและควรต้องยอมรับในสิ่งที่เกิดขึ้นได้

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

ขอขอบคุณบทความดี ๆ จาก แทงบอลออนไลน์

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

พิธีการแต่งงานตามหลักของศาสนาอิสลาม

พิธีการแต่งงานตามหลักของศาสนาอิสลาม

พิธีการแต่งงานตามหลักของศาสนาอิสลาม หรือเรียกว่า นิกะห์ ซึ่งการจัดลำดับขั้นตอนในการที่จะจัดงานแต่งงานขึ้นนั้น ตามประเพณีการแต่งงานที่ถูกต้องตามหลักของศาสนาอิสลามนั้นจะมีด้วยกัน 3 ขั้นตอนนั่นเอง คือ การสู่ขอ การหมั้ง และถึงจะเป็นขั้นตอนของการแต่งงานนั่นเอง เพราะการแต่งงานนั้นถือได้ว่าเป็นประเพณีที่มีความหมายและมีความสำคัญมากกับคู่บ่าวสาวที่ได้ถูกบัญญัติไว้ตามหลักศาสนา นอกจากนั้นในพิธีแต่งงานก็ไม่นิยมจัดขึ้นในช่วงพิธีฮัจญ์

ขั้นตอนการแต่งงานตามหลักสำคัญของอิสลาม

  1. ขั้นการสู่ขอ ในอดีตการนั้นในส่วนของการสู่ขอเจ้าสาวนั้น ฝ่ายชายจะเป็นคนให้ญาติผู้ใหญ้ฝ่ายของตนที่เป็นผู้หญิง ไปสู่ขอเจ้าสาวกับพ่อและแม่ของฝ่ายหญิงนั่นเอง และเมื่อเมื่อได้รับการตกลงแล้วก็จะได้ออกมากำหนดในวันหมั้น ทั้งนี้ในการตอบตกลงของพ่อกับแม่ของฝ่ายหญิงนั้นจะไม่ขอความเห็นจากจากลูกของตนก่อน จนกระทั่งต่อมาในปัจจุบันนี้นั้นผู้ที่จะมาสู่ขอของฝ่ายชายนั้น ถ้าสู่ขอก็ต้องมีอะไรติดไม้ติดมืออย่างเช่น ขนมหรือ ผลไม้ไปฝากทางด้านของฝ่ายหญิงอีกด้วย และเมื่อได้ไปถึงบ้านฝ่ายหญิงแล้วก็จะพูดว่า “มีธุระ จะมาปรึกษาด้วย” จากนั้นจะถามว่าผู้หญิงที่จะมาสู่ขอนั้น “มีคู่หรือยัง” ถ้าหากฝ่ายหญิงตอบกลับไปว่า “ไม่มี” ก็พูดต่อว่าจะต้องการสู่ขอให้กับใคร ซึ่งฝ่ายหญิงจะยังไม่ตอบตกลงในตอนนั้นและจะขอเวลาปรึกษากันในญาติของตนก่อนราว ๆ 1 สัปดาห์ ในระหว่างนั้นฝ่ายหญิงจะส่งคนไปบอกฝ่ายชายในกรณีที่ตกลง แต่ถ้าไม่ตกลงนั้นก็จะปล่อยเงียบไปเอง เมื่อฝ่ายหญิงได้ตกลงแล้วนั้น ฝ่ายชายก็จะไปคุยในเรื่องของกำหนดการในวันแต่งงาน ค่าสินสอด ทองหมั้น และมะฮัรฺ
  2. ขั้นตอนการหมั้น ในอดีตกาลเมื่อกำหนดถึงวันหมั้น ฝ่ายชายก็จะจัดขบวนเถ้าแก่ และขบวนขันหมากไปยังบ้านของฝ่ายหญิง ในส่วนของฤกษ์การแห่ขันหมากนั้นจะเป็นเวลาช่วงเย็นราว ๆ 16:00 – 17:00 น. ขันหมากนั้นจะประกอบด้วย พาน 3 คือพานหมากพลู พานข้าวเหนียวเหลือง และพานขนม แต่สำหรับคนที่มีฐานะก็อาจจะเพิ่มพานขนมเข้าไปอีกก็ได้ ในพานหมากพลูนั้นจะมีเงินและสินสอดใส่ไว้ใต้หมากพลู เรียกว่า ลาเปะซีเฆะ หรือเงินรองพลู ส่วนพานขนมจะมี ขนมดูปงปูตู ข้าวพองและขนมก้อน้ำตาล (ดูปงฮะลูวอคีแม) และขันหมากเหล่านี้จะห่อผ้าด้วยสีที่สวยงาม

เมื่อฝ่ายชายไปถึง เถ้าแก่ของฝ่ายชายจะพูดกล่าวขึ้นว่า “วันนี้..ชื่อเจ้าบ่าว…ได้เอาของมาหมั้น…ชื่อเจ้าสาว” เมื่อเถ้าแก่ของฝ่ายหญิงรับของหมั้น เถ้าแก่ชายจะถามต่อว่า “เงินหัวขันหมากนั้นเท่าไหร่” และเถ้าแก่หญิงก็จะตอบ จากนั้นก็จะเป็นการปรึกษากันถึงในวันแต่งงาน วันจัดงานเลี้ยง และก่อนที่ฝ่ายชายจะกลับนั้นฝ่ายหญิงจะนำกาเฮงแปลก๊ะ หรือกาเฮงปาเต๊ะลือป๊ะ ใส่พานที่ใส่หมากพลูมาหมั้น ส่วนพานข้าวเหนียวเหลืองและพานขนมนั้นจะให้ไว้ที่บ้านฝ่ายหญิง

3. ขั้นตอนพิธีการแต่งงาน ในสมัยก่อนพิธีการแต่งงานจะจัดหลังวันหมั้นแล้วไม่เกิน 2 สับดาห์ จะถือฤกษ์เวลา 16:00-17:00 น. ของวันใดวันหนึ่ง ฝ่ายของเจ้าบ่าวจะยกขั้นหมากไปสู่ขอยังบ้านเจ้าสาว ในขบวนขันหมากจะมีเจ้าบ่าว เพื่อนเจ้าบ่าว ญาติผู้ใหญ่ประมาณ 5- 6 คน ซึ่งครั้งนี้ไม่มีของอะไรที่จะต้องนำไป นอกจากเงินหัวขั้นหมาก ที่ใส่ไว้ในขันหมากทองเหลือง ห่อหุ้มด้วยผ้าเช็ดหน้าให้เจ้าบ่าวเป็นคนถือ และกล้วยพันธุ์ดี 2 – 3 หวีเพียงแค่นั้น ในวันแต่งนั้นบ้านเจ้าสาวต้องจัดเตรียมการต้อนรับเป็นอย่างดีโดยเชิญโต๊ะอิหม่ามเป็นประธานในพิธีการแต่งงาน และะผู้ทรงคุณธรรมอีก 1 คน เพื่อเป็นสักขีพยาน ผู้นั้นต้องเป็นผู้มีศีลสัตย์ เมื่อหัวขันหมากถึงบ้านเจ้าสาวแล้ว ฝ่ายเจ้าสาวจะต้อนรับ และเจ้าบ่าวก็จะส่งมอบเงินหัวขันหมากให้กับโต๊ะอิหม่าม จากนั้นก็เป็นการร่วมรับประทานอาหารกัน

ส่วนเจ้าสาวจะถูกเก็บตัวไว้ในห้องเท่านั้นหลังจากที่เลี้ยงอาหารเสร็จ เจ้าบ่าวจะไปนั่งหน้าโต๊ะอิหม่าม จากนั้นพ่อเจ้าบ่าวจะไปถามเจ้าสาวว่ายินยอมหรือไม่ ในการถามจะมีพยานอยู่ด้วย เมื่อเจ้าสาวยินยอม พยานก็จะรับทราบด้วย และจะเริ่มดำเนินงานต่อ จากนั้นจะมีการอ่านศาสนบัญญัติการแต่งงานเรียกได้ว่า บาจอกุฐตีเบาะห์ เมื่ออ่านจบ โต๊ะอิหม่ามจะยื่นมือไปจับมือเจ้าบ่าวนิ้วใดนิ้วหนึ่งพร้อมกับเริ่มประกอบพิธีแต่งงานโดยจะมีการกล่าววาจาเป็นสำคัญ โต๊ะอิหม่ามจะกล่าวว่า “ยา…อับดุลเลาะห์ อากูนิกะห์ อากันดีเกา บาร์วอเกล์วอ ลีปาเปาะญอ อากันดากู คืออันฮาลีเมาะ เป็นดีมูฮัมมัด อีซีกะห์ เบ็นซะบาเญาะญอ สะราดฆอปู และดีโยโก๊ะดูนา” เจ้าบ่าวกล่าวตอบรับ “อากูตรีมอ นิกะห์ญอ คืองันอีซึกะห์ เว็ซะบาเญาะ ตีรึซีโมะอึดู” ซึ่งแปลว่า ได้ยอมรับการแต่งงาน ตามจำนวนเงินหัวขันหมาก

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

ที่มา : UFABET1688

อาหารต้องห้ามมุสลิม

อาหารต้องห้ามมุสลิม
อาหารต้องห้ามมุสลิม

อาหารต้องห้ามมุสลิม ในเรื่องของอาหารเป็นสิ่งสำคัญ เป็นเรื่องใหญ่ และเป็นสิ่งจะเป็นสำหรับทุกคน เพราะการกินอาหารนั้นเป็นจุดเริ่มแรกของเศรษฐกิจต่าง ๆ ถ้าหากคนเราต้องการที่จะกินสิ่งใดนั้น มนุษย์นี่แหละก็จะเป็นคนผลิต คนสร้างขึ้นมาเพื่อที่จะตอบสนอง

ถ้าหากคนเรารู้จักของที่มีประโยชน์และดี มนุษย์เราก็จะสรรค์สร้างขึ้นมาและผลิตมาเพื่อมนุษย์ แต่ในทางตรงกันข้ามนั้นหากเรานั้นกินของที่เป็นโทษ มนุษย์ก็จะสรรค์สร้างของที่เป็นโทษออกมาให้เรารับประทานเช่นกัน และถ้าหากมนุษย์เราไม่รู้จักเลือกกินก็อาจจะกินทุกอย่างแม้กระทั่งกินเนื้อสุนัข กินเลือดกินเนื้อของมนุษย์ด้วยกันเอง ฉะนั้นในคำสอนของทุกศาสนาจึงได้มีการวางกรอบในการกินไว้ที่แตกต่างกันบ้างมายาวนาน เรียกได้ว่ายาวนานนับตั้งแต่โลกของเรานั้นไม่มีกฎหมายและความเจริญต่าง ๆ

อาหารที่ต้องห้าม

สำหรับชาวมุสลิม การกินนันไม่ใช่แค่มีความสำคัญของร่างกายเพียงเท่านั้น แต่ก็ยังมีความสำคัญต่อความสะอาด ความเข้มแข็งรวมทั้งการเจริญเติบโตในด้านของจิตวิญญาณในตัวตนที่แท้จริงของเรา ถ้ากล่าวถึงอาหารที่สกปรกในส่วนทัศนะของพระเจ้านั้นไม่ใช่แค่จะมีผลเสียต่อร่างกายเท่านั้น แต่รวมถึงการทำให้จิตวิญญาณที่พลอยจะสกปรกไปด้วย และในส่วนที่สำคัญมากที่สุดนั้นในการกินอาหารต้องห้ามก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้พระเจ้าไม่รับคำวิงวอนหรือดุอาอ์ของคนนั้น ๆ

ด้วยเหตุนี้ มุสลิมก็ได้มีกฎเกี่ยวกับอาหารเช่นกัน ซึ่งสิ่งที่ศาสนาอิสลามได้อนุมัติให้ชาวมุสลิมกินได้นั้นเรียกว่า ฮะลาล และสิ่งที่ห้ามกินนั้นเรียกว่า ฮะรอม ซึ่งในกฎหมายนั้นจะละเอียดและครอบคลุมพฤติกรรมของมนุษย์ กล่าวได้ว่าความเป็นมุสลิมนั้นต้องขึ้นอยู่กับอาหารการกินนั่นเอง

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

กฎในการกินของมุสลิม

  1. อาหารและสิ่งที่ใช้ต้องรับการอนุมัติและต้องสะอาด
  2. อาหารต้องดีและมีประโยชน์
  3. ในการกินต้องการพอประมาณไม่ฟุ่มเฟือยสุรุ่ยสุร่าย

สิ่งต้องห้ามในการกิน

  1. เนื้อหมูและผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจากหมูทุกชนิด
  2. เลือดทุกอย่างไม่ว่าจะนำไปทำหรือผสมอาหารต่าง ๆ
  3. เนื้อสัตว์ที่ตายตามธรรมชาติหรือไม่รู้สาเหตุการตาย เพราะอาจจะเป็นอันตรายจากเชื้อโรคได้
  4. เนื้อสัตว์ที่ตกจากที่สูงตาย ถูกทุบ หรือรัดคอ
  5. เนื้อสัตว์ที่ถูกเชือดโดยไม่ได้กล่าวนามของพระเจ้า ถ้าหากจะกินมันต้องขออนุญาตจากพระเจ้าเพื่อที่จะเอาชีวิตมัน
  6. อาหารต่าง ๆ ที่นำไปเซ่นไหว้ หรือนำไปถวายเจ้าอื่น ๆ
  7. สัตว์ที่ใช้กรงเล็บและเขี้ยวที่ใช้กินเหยื่อเป็นอาหาร
  8. สิ่งมึนเมาทุกอย่าง โดยเฉพาะสุรา

ทั้งนี้จะเห็นว่าอาหารต้องห้ามที่ได้กล่าวมานั้นไม่ก่อให้เกิดประโยชน์กับคนเรา ถ้าไม่กินสิ่งนี้ก็ไม่ตาย แต่หากกินเข้าไปก็จะเกิดโทษต่อคนกินนั่นเอง

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

ที่มา : UFABET1688

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

อาณาจักรอิสลามในสมัยก่อน

อาณาจักรอิสลามในสมัยก่อน
อาณาจักรอิสลามในสมัยก่อน

อาณาจักรอิสลามในสมัยก่อน มีการบันทึกในประวัติศาสตร์ว่า ศาสนาที่เติบโตและก็มีการแพร่หลายได้เร็วเยอะที่สุดในโลกก็คือ ศาสนาอิสลามนั่นเอง สำหรับในการเผยแพร่ทางอิสลามหลังการสินพระชนม์ของท่านศาสดามูฮัมหมัดซอลลัลลอฮฺฮูอะลัยฮิวาซัลลัมนั้น แต่ว่าสำหรับเพื่อการเผยแพร่ทางศาสนาก็มิได้แค่เพียงหยุดเท่านั้น ซึ่งถัดมาก็ได้มีการจัดการแพร่หลายโดยตลอดโดยเหล่าศอฮาบะฮ์ หรือสาวกของท่าน ในส่วนของการเผยแพร่ของพวกเขานั้นมีหลากหลายแนวทางด้วยเหมือนกัน ดังเช่น การอาศัยหนทางจากกระบวนการทำการค้าขาย แล้วก็การค้าไปทั่วทุกมุมโลก

จากการทำงานสำหรับการเผยแพร่ศาสนาของ อัลฮัมดูลิลลาฮฺ กระทั่งทำให้อาณาจักรมีความยิ่งใหญ่แล้วก็ได้น้อมรับศาสนาอิสลาม รวมทั้งต่อจากนี้ทางเว็บไซต์ของพวกเราจะมาเล่ากล่าวอาณาจักรอิสลามที่มีอิทธิพลเยอะที่สุดในโลกในประวัติศาสตร์ของอิสลาม

อาณาจักรเดมาร์ก

เป็นอาณาจักรอิสลามที่แรกที่เป็นประวัติศาสตร์มีความยิ่งใหญ่อยู่ในทางตอนเหนือของเกาะชวา ในเริ่มต้นอาณาจักรที่นี้ได้เป็นเมืองหนึ่งของมาญาปาได้รับความนิยม แต่ว่าเมื่อมีอำนาจก็มีการก้าวร้าวเกิดขึ้นกระทั่งทำให้มีความขัดแย้ง แล้วก็ต่อมาได้รับการสืบสานอำนาจตามขนบธรรมเนียมภายหลังที่ได้เสื่อมอำนาจลง

อาณาจักรนี้ได้มีการเติบโตขึ้นกระทั่งเปลี่ยนเป็นศูนย์การค้า แล้วก็ยังเป็นศุนย์กลางสำหรับเพื่อการเผยแผ่ทางศาสนาอิสลาม

จักรพรรดิมาลี

เป็นเมืองหนี่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในทวีปแอฟริกา เริ่มจัดตั้งเมื่อปี 1 2 3 4 – 1 6 1 0 ซึ่งสถานที่แห่งนี้ได้มีการเผยแพร่ภาษา วัฒนธรรม รวมทั้งศาสนาในดินแดนแอฟริกาตะวันตก ถัดมาช่วงได้กำเนิดความเจริญก้าวหน้าขึ้นในรัชสมัยของกษัตริย์มูซาที่ 1 สำหรับในการดูแลได้นำเอาศาสนาให้กับเหล่าขุนนางอีกด้วย

จักรวรรดิออตโตมัน

เป็นที่รู้จักกันมากมาย ในฐานะที่เป็นอาณาจักรอิสลามที่ใหญ่ในเมืองตุรกี ที่ได้ยังคงอยู่ระหว่างตามรอยต่อของทวีปเอเชียรวมทั้งยุโรปนานราว 6 0 0 ปี ถัดมาได้มีการขยายอิทธิพลไปยังทวีปเอเชีย ยุโรป รวมทั้งแอฟริกา จากการเผยแพร่ศาสนาอิสลาม

จักรวรรดิโมกุล

เป็นรัฐอิสลามในประเทศอินเดียที่มีอำนาจมากเมื่อปี 1 5 2 6 – 1 8 5 8 จักรวรรดินี้ได้มีการจัดตั้งขึ้นโดยซาฮีรุดดีน มูอัมหมัด บาร์เบอร์ ซึ่งท่านผู้นี้เป็นบุตรของหลานชายของตีมูร์อีแลงเชื้อสายมองโกล ถัดมาได้มีการแต่งตั้งขึ้น ความยิ่งใหญ่ได้มีความแพร่หลายจนกระทั่งสามารถครอบครองหลายพื้นที่ของอัฟกานิสถานทั่วภูมิภาคในประเทศอินเดีย และก็ยังสามารถโค่นอำนาจระบอบสุลต่านที่นิวเดลีได้สำเร็จอีกด้วย จนได้ควบคุมอินดินแดนทั้งหมดในประเทศอินเดีย

ราชวงศ์อุมัยยะฮ์

พูดได้ว่าเป็นราชวงศ์อิสลามที่มีอิทธิพลมากมายสำหรับในการเผยแพร่อิสลาม จากการดำรงชีวิตในราชวงศ์ที่นี่นั้น สามารถหลอมรวมดินแดนได้จากจีนแผ่นดินใหญ่ไปจนกระทั่งในทางตอนใต้ของประเทศฝรั่งเศสได้อีกด้วย ซึ่งราชวงศ์ที่นี้เป็นราชวงศ์ที่โบราณที่ได้ปกครองในดินแดนตะวันออกกลางตั้งแต่ปี 6 6 1 – 7 5 0 แล้วก็ในคาบสมุทรโคโดบาของประเทศสเปนตั้งแต่ปี 7 5 6 – 1 0 3 1 นั่นเอง

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

ที่มา : แทงบอลออนไลน์

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0