ของกินฮาลาลแล้วก็ฮารอม

ของกินฮาลาลแล้วก็ฮารอม
ของกินฮาลาลแล้วก็ฮารอม

ของกินฮาลาลแล้วก็ฮารอม จุดสำคัญรวมทั้งความหมายของกินฮาลาล

ชาวมุสลิมมีความเชื่อถือว่า “ไม่มีพระผู้เป็นเจ้าอื่นใดเว้นแต่อัลลอฮฺ นบีมูฮัมมัดเป็นผู้สื่อ (รอซูล) ของอัลลอฮฺ” รวมทั้งชาวมุสลิมมีความเชื่ออย่างแน่ใจว่า อัลลอฮฺ เป็นผู้สร้างมนุษย์และก็ทุกสิ่งในจักรวาล ด้วยเหตุผลดังกล่าว คำสั่งของอัลลอฮฺ (อัล-กุรอาน) คำกล่าวอบรมสั่งสอนรวมทั้งตัวอย่างของนบีมูฮัมมัด (ซุนนะห์) ก็เลยเกิดเรื่องที่ชาวมุสลิมควรต้องประพฤติตามด้วยใจจริงแล้วก็เอาจริงเอาจัง พูดอีกนัยหนึ่ง ปฏิบัติในสิ่งที่อนุมัติ (ฮาลาล) และไม่ปฏิบัติในสิ่งที่เป็นข้อที่ไม่อนุญาต (ฮารอม) ด้วยความ เต็มอกเต็มใจแล้วก็ยินดu

ฮาลาล-ฮารอม ในอิสลามก็เลยไม่ได้หมายความเพียงแต่การบริโภคของกินเพียงแค่นั้น แม้กระนั้นเกี่ยวเนื่องถึงวิถีการดำเนิน ชีวิตในทุกด้าน เนื่องจากอิสลามเป็นระบอบที่การดำรงชีวิตของผู้คน ของกินฮาลาล (Halal Food) ก็เลยเป็นสิ่งสำคัญสำหรับชาวมุสลิมสำหรับการบริโภค ส่วนคนที่ไม่ใช่ชาวมุสลิมแม้บริโภคของกินฮาลาลก็จะได้ประโยชน์ต่อร่างกายสิ่งเดียวกันด้วยเหตุว่าของกินฮาลาลต้องมีกรรมวิธีการผลิตที่ถูกตามข้อบังคับที่อิสลามไม่มีของต้องห้าม (ฮารอม) แล้วก็มีคุณค่าทางของกิน (ตอยยิบ) อัลลอฮฺ (ซ.บ) ได้มีบัญชาการเอาไว้ภายในบทที่ 2 วรรคที่ 168 ในคู่มืออัล-กุรอาน ความว่า

“โอ้มนุษย์ จงบริโภคสิ่งที่อนุมัติ (ฮาลาล) ที่ดี (ตอยยิบ) จากสิ่งที่อยู่ในแผ่นดิน และจงอย่าตามบรรดา ก้าวเดินของมาร (ซัยตอน) แท้จริงมันคือศัตรูที่ชัดแจ้งของพวกเจ้า”

และก็อัลลอฮฺ (ซ.บ) ได้สั่งย้ำผู้เลื่อมใสไว้ภายในบทที่ 2 วรรคที่ 172 ความว่า

“โอ้บรรดาผู้ศรัทธา จงบริโภคสิ่งที่เราได้ให้เป็นปัจจัยยังชีพของพวกเจ้าจากสิ่งที่ดีทั้งหลาย และจงขอบคุณ อัลลอฮฺเถิด เฉพาะพระองค์เท่านั้นที่พวกเจ้าจักเป็นผู้เคารพสักการะ”

ของกินฮาลาลก็เลยมีความจำเป็นต่อมนุษย์แล้วก็เป็นเรื่องสำคัญสำหรับชาวมุสลิมทั่วทั้งโลก

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

ความหมายของคำ (ภาษาอาหรับ) “ฮาลาล ฮารอม ตอยยิบ มัสบุฮฺ”

• ฮาลาล (Halal) หมายความว่า อนุมัติ, อนุญาต

• ฮารอม (Haram) มีความหมายว่า ห้าม ตรงกันข้ามกับคำว่า ฮาลาล

• ตอยยิบ (Toyyib) หมายความว่า ดี มีคุณค่า ไม่มีอันตราย

• มัสบุฮฺ (Musbuh) หมายความว่า แคลงใจสงสัยว่าฮาลาลหรือฮารอม UFABET

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

การแพร่หลายของศาสนาอิสลามในออสเตรีย

การแพร่หลายของศาสนาอิสลามในออสเตรีย
การแพร่หลายของศาสนาอิสลามในออสเตรีย

การแพร่หลายของศาสนาอิสลามในออสเตรีย ความฝันอันดีเยี่ยมของชาวมุสลิมในยุโรป (อัลอิสลาม อัล-เยาวฺม์)

ในระหว่างที่การรณรงค์ในเชิงปรปักษ์กำลังเป็นไปอย่างเข้มข้น การแบ่งแยกเชื้อชาติและก็การตัดทอนต่อความอิสระทางศาสนาที่ปฏิบัติกับชนหมู่น้อยชาวอิสลามกำลังมากขึ้นในกลุ่มประเทศในทวีปยุโรป ไม่ว่าจะเป็นประเทศฝรั่งเศส อิตาลี ฮอลแลนด์ หรือ เบลเยียม กระนั้นลำแสงที่รัศมีของอิสลามก็ปรากฏขึ้นในแผ่นฟ้าของประเทศออสเตรีย ซึ่งเป็นประเทศของผู้ถือในศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกจำนวนมาก

ผลจากการสำรวจสถิติอย่างเป็นทางการของออสเตรียระบุว่ามีอัตราสามัญชนที่มุ่งสู่การยินยอมรับเชื่อในศาสนาอิสลามมากขึ้นเรื่อยๆอย่างไม่เคยมีมาก่อนในประเทศนี้ แล้วก็มีอัตราการออกจากศาสนาคริสต์มากเพิ่มขึ้นอีกด้วย

ปริมาณสามัญชนของชาวมุสลิมในออสเตรียตามสถิติที่เผยแพร่ในปี ค.ศ. 2005 บอกว่ามีคนมุสลิมในออสเตรียราว 400,000 คน คิดเป็น 4% ของปริมาณสามัญชนในทวีปยุโรปโดยรวม ผลที่ได้รับจากการสำรวจปัจจุบันยังระบุอีกว่า มีชาวคริสต์ชนชาติออสเตรียราว 5 แสนคนได้เห็นด้วยเชื่อในศาสนาอิสลามในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา นอกจากมีปริมาณคนรับอิสลามเพิ่มขึ้นเรื่อยๆแต่ละวัน

คนกลุ่มน้อยชาวอิสลามในประเทศออสเตรียได้รับการยินยอมรับจากทางการของออสเตรียมาเป็นเวลาหลายทศวรรษแล้ว และก็ทางการของออสเตรียก็อนุญาตให้สอนวิชาอิสลามศึกษาเล่าเรียนในสถานศึกษาของรัฐบาลที่อยู่ในเขตพื้นที่ซึ่งมีชาวมุสลิมอาศัยอยู่หนาแน่น และก็เมื่อเร็วๆนี้ได้มีการวางศิลาพื้นฐานของมัสยิดและก็ศูนย์กลางอิสลามในเมือง “กราติส” ของออสเตรียเพื่อเป็นที่ระลึกนึกถึงครบรอบ 100 ปีที่การยอมรับศาสนาอิสลามอย่างเป็นทางการของออสเตรียอีกด้วย

สถาบัน ซี อินเตอร์เนชันแนล ของประเทศเบลเยี่ยมซึ่งเป็นหน่วยงานที่ใหญ่ที่สุดในด้านการสำรวจสถิติสากลของยุโรป เผยข้อมูลสถิติปริมาณผู้เชื่อในศาสนาอิสลามในยุโรประหว่าง ปี ค.ศ. 2010-2011 ว่ามีปริมาณมากขึ้น 17% นับว่าเป็นสถิติการขยายตัวของอิสลามในยุโรปสูงที่สุดเท่าที่มีการบันทึกเอาไว้

ผลที่ได้รับจากการสำรวจสถิติดังที่ได้กล่าวผ่านมาแล้ว ทำให้ปริมาณสามัญชนของชาวอิสลามมีจำนวนถึง 23 ล้านคน จากสามัญชนใน 19 ประเทศที่เป็นสมาชิกสหภาพยุโรป ดังนี้ไม่นับรวมจำนวนสามัญชนชาวมุสลิมอีก 7 ล้านผู้ที่ไม่มีเอกสารสำคัญคนต่างด้าวอย่างเป็นทางการ

ดังนี้มีปัจจัยหลัก 4 ประการที่ทำให้ศาสนาอิสลามมีความแพร่หลายแล้วก็มีจำนวนสามัญชนชาวมุสลิมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆในกลุ่มประเทศในทวีปยุโรปในตอนหลังมานี้ เป็น ความเชื่อถือในอิสลาม ภูมิศาสตร์ประชากร ความรู้สึกร่วมในด้านประวัติศาสตร์ แล้วก็วัฒนธรรมอิสลามที่กำลังรุกอยู่ในภูมิภาคยุโรปในขณะนี้ กอรปกับยุโรปกำลังเจอปัญหาความเสื่อมถอยในด้านศาสนาที่เป็นเปรียบเสมือนการล่มสลายของศาสนาคริสต์อันมีต้นเหตุที่เกิดจากการไม่ยอมรับความเลื่อมใสงทางศาสนาของคนยุโรปที่มากเพิ่มขึ้น

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

ศูนย์ไบโอเพื่อการศึกษาเรียนรู้และค้นคว้าและทำการวิจัยศาสนาและก็คุณภาพชีวิตของอเมริกา ได้เผยข้อมูลการสำรวจสถิติปริมาณสามัญชนชาวมุสลิมทั้งโลกว่า อีก 20 ปีด้านหน้าปริมาณพลเมืองชาวมุสลิมทั้งโลก UFABET จะมากขึ้นเป็น 35% แล้วก็ในยุโรปจะมากขึ้นอีก 2% เป็นขั้นต่ำ เฉพาะในประเทศฮอลแลนด์จะมีปริมาณสามัญชนชาวมุสลิม 1,300,000 คน ในปี ค.ศ. 2030 คิดเป็น 7.8% จากปริมาณสามัญชนโดยรวมของฮอลแลนด์

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

การผูกขาดของอิสลามสู่การค้าเสรีของชาติยุโรป

การผูกขาดของอิสลามสู่การค้าเสรีของชาติยุโรป
การผูกขาดของอิสลามสู่การค้าเสรีของชาติยุโรป

การผูกขาดของอิสลามสู่การค้าเสรีของชาติยุโรป กาแฟได้ไปสู่ยุโรปครั้งแรกในตอนศตวรรษที่ ๑๖ ผ่านเชิงพาณิชย์ขายระหว่างเวนิสกับแอฟริกาเหนือ อียิปต์ รวมทั้งดินแดนในตะวันออกกลาง แต่ว่าในระยะแรกของการรับทราบเรื่องเกี่ยวกับกาแฟนั้น ยังคงจำกัดขอบเขตอยู่แม้กระนั้นเฉพาะทางด้านวิชาพฤกษศาสตร์และก็การแพทย์ โดยใช้เพื่อสำหรับในการรักษาลักษณะของการปวดตา หูหนวก เมื่อย แล้วก็โรคลักปิดลักเปิด อีกทั้งชาวยุโรปที่อยู่ฝ่ายเดียวกับศาสนจักรยังมีความคิดเห็นว่า กาแฟเป็นเครื่องดื่มของอสุรกายที่ลงโทษพวกชาวมุสลิมไม่ให้สามารถกินไวน์อันเป็นเครื่องดื่มศักดิ์สิทธิ์ของชาวคริสต์ได้ จนตราบเท่าถึงตอนต้นศตวรรษที่ ๑๗ ทางศาสนจักรก็ได้มีการระบุสถานะของกาแฟขึ้น พระสันตะปาปาเคลเมนต์ที่ ๘ (C l e m e n t VIII) ได้สารภาพเครื่องดื่มนี้ภายหลังที่ได้ลิ้มรสแบบอย่างกาแฟที่พ่อค้าชาวเวนิสจัดหามาให้ ทำให้กาแฟเริ่มเปลี่ยนเป็นเครื่องดื่มที่แพร่หลายขึ้นแต่ว่ายังมีหน้าที่ทางด้านสังคมกับอำนาจอยู่น้อย จวบจนกระทั่งผู้แทนการทูตจากออตโตมันได้เดินทางไปยังประเทศฝรั่งเศสในปี ค.ศ. ๑๖๖๕ รวมทั้ง ๑๖๖๖ กับการชงเครื่องดื่มนี้แจกจ่ายให้แขกคนยุโรปในงานกลางคืนสมาคมที่หรูหราแห่งหนึ่งในกรุงปารีส

ร้านขายกาแฟที่แรกได้เกิดขึ้นในอิตาลีในปี ค.ศ. ๑๖๔๕ ในอังกฤษตอนราวทศวรรษ ๑๖๕๐ แล้วก็ในอัมสเตอร์ดัมทศวรรษ ๑๖๖๐ ซึ่งค๊อฟฟี่ช็อปแบบยุโรปนี้ได้เปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์บรรยากาศของร้านขายกาแฟแบบอิสลามที่เป็นเปรียบเสมือนแหล่งมั่วสุมเป็นสถานที่งดงามแล้วก็เป็นทางการ นอกเหนือจากการเป็นสถานที่ดื่มกาแฟแล้ว ค๊อฟฟี่ช็อปยังเป็นเครื่องหมายของยุคสมัยใหม่อีกทั้งการบ้านการเมือง เศรษฐกิจ และก็สังคม พูดอีกนัยหนึ่ง ในตอนยุคศตวรรษนี้ ได้กำเนิดการเปลี่ยนแปลงอีกทั้งทางด้านการเมืองที่มีการเปลี่ยนแปลงไปสู่ระบอบลัทธิเสรีนิยม ระบบเศรษฐกิจที่แปลงจากการผูกขาดกิจการค้าโดยราชสำนักเป็นระบบการค้าเสรีระบบทุนนิยม แล้วก็สภาพสังคมที่เป็นสมัยที่เหตุผลและก็ความคิด ดังจะมองเห็นได้จากการที่ร้านขายกาแฟต่างๆเป็นแหล่งพบปะของคนเรานานาประการอาชีพ ได้แก่ ค๊อฟฟี่ช็อปแถบถนนหนทางเซ็นต์เจมส์และก็เวสมินสเตอร์จะเป็นแหล่งรวมตัวด้านการเมือง ค๊อฟฟี่ช็อปเกรเชียนเป็นร้านค้ารวมกันของผู้พึงพอใจวิทยาศาสตร์ ค๊อฟฟี่ช็อปบริเวณถนนหนทางรอยัลเอ็กซ์ศาสนาเชนจ์เป็นแหล่งรวมนักธุรกิจ๔ แล้วก็เป็นสถานที่จุดชนวนความเคลื่อนไหวทางด้านต่างๆอย่างการพิมพ์หนังสือปรินซิเพียพิสูจน์แนวความคิดการโคจรของดวงดาวของไอแซค นิวตัน ที่ได้เปลี่ยนเป็นฐานรากของวิทยาศาสตร์ฟิสิกส์ยุคใหม่จากการคุยกันภายในค๊อฟฟี่ช็อปเซ็นต์ดันสแตน การเปลี่ยนแปลงการคลังกิจการค้าเป็นระบบระบบทุนนิยมจากหนังสือ ความร่ำรวยของชาติŽ ที่เขียนโดย อดัม สมิท จากการเรียบเรียงในค๊อฟฟี่ช็อป การเปลี่ยนแปลงประเทศฝรั่งเศสที่เกิดขึ้นมาจากการปลุกระดมของ การ์มิล เดส์มูแลง หน้าร้านขายกาแฟเดอฟอย รวมทั้งยังเป็นจุดความเคลื่อนไหวการดื่มกาแฟอีกด้วย

ถึงแม้เครื่องดื่มกาแฟที่ชาวยุโรปดื่มในตอนแรกจะเป็นชนิดเดียวกันกับที่พวกชาวมุสลิมดื่ม รวมทั้งสถานะของกาแฟยังคงมีการรับทราบในรูปแบบของยารักษาโรคเป็นหลัก แม้กระนั้นเมื่อกองทัพออตโตมันล้มเหลว ความเพียรพยายามสำหรับการปิดล้อมเมืองเวียนนาในปี ค.ศ. ๑๖๘๓ ทำให้ชัยคราวนี้ไม่เพียงแค่เป็นการแสดงถึงจิตวิญญาณการต่อสู้ของคนเมืองเวียนนา แต่ว่ายังได้เปลี่ยนแปลงรูปแบบของกาแฟแบบเดิมด้วย เจ้าของร้านกาแฟในเวียนนา เกออร์ก คอลชิตสกี (G e o r g K o l s h i t s k i) ได้เปลี่ยนแปลงขั้นตอนการปรุงกาแฟแบบเตอร์กิช คอฟฟี่ (T u r k i s h C o f f e e) ที่ข้นเหนียวหนืดเสมือนโคลน โดยการกรองเอากากกาแฟออก ทำให้กาแฟเหลวเป็นน้ำ รวมทั้งเติมน้ำผึ้งกับนมลงไป การริเริ่มเปลี่ยนการปรุงกาแฟครั้งนี้ได้แพร่ไปทั่วทั้งยังยุโรปผ่านทางพ่อค้าหลายชาติทั้งยังพ่อค้าชาวกรีก เลบานอน อาร์เมเนียน รวมทั้งพ่อค้าชาวคริสต์อื่นๆทำให้มีอาการชาวยุโรปหลายประเทศคิดค้นการปรุงกาแฟขึ้นมากมายหลากหลายแนวทางอีกทั้งการชง การคั่ว รวมทั้งการผสมกาแฟ เช่น เอสเปรสโซ (E s p r e s s o) ซึ่งเป็นกาแฟดำข้นแบบเร่งด่วนตามชื่อ กาแฟที่โรยผิวหน้าด้วยฟองนมอย่างคาปูชิโน (C a p p u c c i n o) หรือคาเฟ่ โอ เลต์ (C a f e a u l a i t) U F A B E T ที่เป็นกาแฟใส่นม ฯลฯ

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

เนียตอาบน้ำหลังมีเพศสัมพันธ์

เนียตอาบน้ำหลังมีเพศสัมพันธ์
เนียตอาบน้ำหลังมีเพศสัมพันธ์

เนียตอาบน้ำหลังมีเพศสัมพันธ์ อิสลามให้มีข้อบังคับให้มี การอาบน้ำเพื่อชำระฮะดัสใหญ่ อันตัวอย่างเช่น การมีญะนาบะฮฺ การมีเมนส์ หลังคลอดลูก หลังมีเพสสัมพันธ์ หลังมีน้ำอสุจิเคลื่อน หลังการคลอดลูก แล้วก็เกี่ยวกับจะปฎิบัติศาสนกิจบางสิ่งบางอย่าง ดังเช่นว่า อาบน้ำวันศุกร์ แล้วก็ก่อนที่จะครอบครองเอี๊ยะรอมในพิธีฮัจญ์ฯลฯ

ลืมอาบน้ำยกหะดัษ หลังมีเซ็กส์ ละหมาดใช้ได้ไหม?

กรรมวิธีการ เนียตอาบน้ำหลังมีเพศสัมพันธ์

ขั้นตอนการเนียต (ตั้งเป้าหมาย,คิดในใจ) ที่สำคัญเจตนาอาบน้ำอะไร

แบบอย่างเนียตอ่าบน้ำหลังหมดประจำเดือน ให้เนียตว่า “ข้าพเจ้าอาบน้ำยกฮาดัษใหญ่ฟัรดูเฮด เพื่ออัลลอฮ์”

(ฟัรดู – อันเป็นข้อบัญญัติจำเป็นต้องทำ) (เฮด -ประจำเดือน)

(ฮาดัษใหญ่ – ชำระล้างครั้งใหญ่ / ฮาดัษเล็ก – ชำระล้างแบบเล็ก ซึ่งก็คืออาบน้ำละหมาด

เนียตอาบน้ำหลังร่วมเพศ ให้เนียตว่า “ข้าพเจ้าอาบน้ำยกฮาดัษใหญ่หลังร่วมเพศ เพื่ออัลลอฮ์” เท่านี้ก็ใช้ได้

แนวทางอาบน้ำข้างหลังร่วมเพศ มีขั้นตอนดังต่อไปนี้

  1. เริ่มด้วยการกล่าวบิสมิ้ลลาฮฺ
  2. ล้างมือทั้งสองข้างพร้อมกัน
  3. ล้างทวารทั้งคู่ให้สะอาดด้วยมือซ้าย
  4. เริ่มกระทำอาบน้ำละหมาด
  5. ล้างมือทั้งสองข้าง 3 ครั้ง
  6. เอามือขวาวักน้ำใส่ปากครั้งหนึ่งเหลือไว้บางส่วนสูดเข้าจมูก ส่วนที่อยู่ในปากให้กลั้วปากแล้วก็คอ บ้วนทิ้ง ทำแบบนี้ 3 ครั้ง
  7. ล้างบริเวณใบหน้าให้ทั่ว 3 ครั้ง
  8. ล้างแขนด้านขวาถึงศอก 3 ครั้ง
  9. ล้างแขนซ้ายถึงศอก 3 ครั้ง
  10. เอามือทั้งคู่จุ่มลงในน้ำเช็ดถูศีรษะ 1 ครั้ง
  11. เอาน้ำราดศีรษะ รวมทั้งขยี้ผมให้เปียกชุ่ม ให้ทั่วถึงหนังศีรษะ
  12. เอาน้ำรดศีรษะ 3 ครั้ง
  13. เอาน้ำรดร่างกายทางด้านขวา พร้อมใช้มือถามผิวหนังเพื่อกำจัดเช็ดสิ่งสกปรกต่างๆ
  14. เอาน้ำรดร่างกายทางด้านซ้าย พร้อมใช้มือถามผิวหนังเพื่อกำจัดเช็ดสิ่งสกปรกต่างๆ
  15. ล้างเท้าขวา 3 ครั้ง
  16. ล้างเท้าซ้าย 3 ครั้ง

ภายหลังอาบน้ำยกฮะดัสรวมทั้งสามารถละหมาดได้ ไม่มีความจำเป็นที่ต้องอาบน้ำละหมาดอีก

“ท่านร่อซูล ศอลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ไม่ได้อาบน้ำละหมาดอีกทีภายหลังอาบน้ำยกฮะดัสแล้ว” บันทึกโดยนักบันทึกฮะดีษทั้งยังห้า (อัตติรฺซีย์ ,อันนะซาอีย์,อิบนุมาญะฮฺ อบูดาวูด, อะหมัด)

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

การอาบน้ำญะนาบะฮ์ เป็น การอาบน้ำเพื่อชำระฮะดัษใหญ่อันมีเหตุมาจากการมีน้ำอสุจิเคลื่อนออกมาทั้งปวงศหญิงและก็ชาย U F A B E T ไม่ว่าจะด้วยกรณีหรือเหตุผลใดก็ตาม อย่างเช่น การฝัน,การร่วมเพศ,การสำเร็จความปรารถนา อื่นๆอีกมากมาย

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

นายิส

นายิส
นายิส

นายิส คืออะไร พร้อมแนวทางอาบน้ำนายิส ที่ถูกต้อง

อันนะญาซะฮฺ เป็นสิ่งสกปรกที่ชาวมุสลิมจำเป็นที่จะต้องกำจัดให้สะอาดบริสุทธิ์แล้วก็จำเป็นต้องชำระล้างให้สะอาดบริสุทธิ์ ตัวอย่างเช่น อุจจาระ ปัสสาวะ

สิ่งสกปรก (นะญิส) แบ่งได้ 2 จำพวก เป็น

  1. สิ่งสกปรกที่สัมผัสได้ (สิ่งที่เป็นรูปธรรม)
  2. สิ่งสกปรกที่สัมผัสไม่ได้ (สิ่งที่เป็นนามธรรม)

สิ่งสกปรกที่สัมผัสได้ (สิ่งที่เป็นรูปธรรม) มีหลายอย่างร่วมกันอย่างเช่น

  1. อุจจาระ ปัสสาวะของคนเรา

เว้นเสียแต่ปัสสาวะของเด็กผู้ชายที่ยังมิได้กินสิ่งใดเว้นแต่นม วิธีการทำความสะอาดโดยการประพรมน้ำลงบนปัสสาวะแล้วเช็ดถูออกนับว่าเพียงพอแล้ว

มีรายงานจากท่านอาลี รอฎิยัลลอฮุอันฮุ ว่า ท่านรอซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม บอกว่า

بَوْلُ الْغُلاَمِ يَنْضَحُ عَلَيْهِ وَبَوْلُ الْجَارِيَةِ يُغْسَلُ

ความว่า : ปัสสาวะของเด็กผู้ชายนั้นให้ใช้น้ำประพรมแล้วก็ปัสสาวะของเด็กผู้หญิงนั้นให้ใช้น้ำล้าง(บันทึกโดย อะฮฺหมัด)

  • น้ำลายหมา

มีรายงานจากท่านอบีฮุรอยเราะฮฺ รอฎิยัลลอฮุอันฮุว่า ท่านนบีมุฮัมหมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้บอกว่า

طَهُوْرُ إِنَاءِأَحَدِكُمْ إِ ذَا وَلَغَ فِيْهِ الْكَلْبُ أَنْ يَغْسِلَهُ سَبْعَ مَرَّاتٍ أُوْلاَهُنَّ بِالتُّرَابِ

ความว่า : ต้องชำระล้างภาชนะของพวกท่านที่ถูกหมาเลีย ด้วยการล้างด้วยน้ำ 7 ครั้ง โดยหนแรกนั้นให้ล้างด้วยน้ำดิน(บันทึกโดยอัลบุคอรียฺและชาวมุสลิม)

  • เลือดรอบเดือน
  • เนื้อสุกร (หมู)
  • ซากสัตว์ตายโดยไม่ได้เชือดเว้นเสียแต่ปลากับตั๊กแตน

รายงานจากท่านอิบนิอุมัร รอฎิยัลลอฮุอันฮุมา ว่า ท่านนบีมุฮัมหมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้บอกว่า

أُحِلَّتْ لَنَامَيْتَتَانِ وَدَمَانِ فَأَمَّاالْمَيْتَتَانِ فَالْجَرَادُوَالْحُوْتُ وأَمَّاالدَّمَانِ فَالطِّهَالُ وَالْكَبِدُ

ความว่า : มีสัตว์ที่ตายเอง 2 จำพวก รวมทั้งเลือด 2 ประเภทที่อนุญาตให้พวกเรากินได้ สัตว์ที่ตายเอง 2 จำพวก เป็น ตั๊กแตนแล้วก็ปลา เลือด 2 ประเภทนั้นเป็นม้ามรวมทั้งตับ.

บันทึกโดย อะฮฺหมัดแล้วก็อิบนุมาญะฮฺ

  • เลือดที่ไหลออกมาขณะเชือด ดังเช่นว่าเลือดไก่ หรือเลือดโค

อัลลอฮฺทรงบอกในซูเราะฮฺอัลอันอาม อายะฮฺที่ 1 4 5 ว่า

قُلْ لاَ أَجِدُ فِي مَا أُوْحِيَ إِلَيَّ مُحَرَّمًا عَلَى طَاعِمٍ يَطْعَمُهُ إِلاَّ أَنْ يَكُوْنَ مَيْتَةً أَوْ دَمًا مَسْفُوْحًا أَوْ لَحْمَ خِنْزِيْرٍ فَإِنَّهُ رِجْسٌ

ความว่า : มุฮัมหมัด ควรกล่าวเถิดว่า ฉันไม่เจอข้อบังคับที่ถูกประทานลงมาให้แก่ฉันที่เป็นเรื่องต้องห้ามแก่ผู้บริโภค ที่จะบริโภคได้นอกเหนือจากซากสัตว์ตาย

หรือเลือดที่ไหลออกมาขณะเชือด หรือเนื้อหมูโดยความเป็นจริงมันนั้นเปรอะเปื้อน

  • ปัสสาวะรวมทั้งมูลสัตว์ที่เนื้อของมันรับประทานมิได้ อาทิเช่น แมว เสือ

มีรายงานจากท่านอิบนิ มัสอู๊ด รอฎิยัลลอฮุอันฮุ บอกว่า ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ออกไปถ่ายทุกข์ ท่านใช้ให้ฉันเอาหินมาสามก้อน ฉันหาหินมาได้สองก้อน ฉันเพียรพยายามหาก้อนที่สามแต่ว่าฉันหาไม่เจอ ฉันก็เลยเอามูลสัตว์แห้งไปให้

ท่านเอาหินสองก้อนแล้วโยนมูลสัตว์แห้งทิ้งไปรวมทั้งบอกว่า อันนี้เป็นสิ่งสกปรก

บันทึกโดยอัลบุคอรียฺ และก็อิบนุมาญะฮฺ

* ส่วนปัสสาวะแล้วก็มูลสัตว์ที่เนื้อของมันกินได้ ได้แก่ ไก่ เป็ด โค ดังที่กล่าวมาแล้วนี้ไม่เป็นนะญิส

สิ่งสกปรกที่สัมผัสไม่ได้ (สิ่งที่เป็นนามธรรม)

เป็นบรรดาผู้ตั้งภาคีต่ออัลลอฮฺ เพราะว่าภาวะจิตใจของเขาสกปรก เพราะว่าบูชาเจว็ดต่างๆไม่ใช่สกปรกทางร่างกาย

อัลลอฮฺทรงบอกในซูเราะฮฺอัตเตาบะฮฺ อายะฮฺที่ 2 8 ว่า

إِنَّمَا الْمُشْرِكُوْنَ نَجَسٌ

ความว่า : โดยความเป็นจริงบรรดาผู้ตั้งภาคีต่ออัลลอฮฺนั้นสกปรก U F A B E T

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

อัศจรรย์น้ำลายเเมว

อัศจรรย์น้ำลายเเมว
อัศจรรย์น้ำลายเเมว

อัศจรรย์น้ำลายเเมว ที่ท่านนบีเคยกล่าวไว้ 1 4 0 0 กว่าปี

ท่านร่อซู้ล (เซลเซียสลิตร) ได้กล่าวรับรอง เอาไว้ภายในฮาดีษหลายๆบทที่เกี่ยวกับแมวไว้ว่า มันนั้นสะอาดไม่มีนะญิส และก็นบีได้เรียกมันว่า الطوافين والطوافات ในบ้าน

แล้วก็มีรายงานอีกว่าท่านนบี (ซ.ล) ได้อาบน้ำละหมาดจากน้ำ ซึ่งที่แมวนั้นได้มาดื่มรับประทานแล้ว และก็น้ำนั้นเป็นน้ำที่สะอาด (หะดิษเกี่ยวกับแมว)

มีปัญหาที่น่าไตร่ตรองว่า ท่านรอซูล (ซ.ล.) เป็นแพทย์หรือนักวิทยาศาสตร์หรือไม่? ท่านทราบได้เช่นไรว่า น้ำลายของแมวนั้นสะอาดไม่มีนะญิส, ท่านร่อซู้ลเคยรายงานในฮาดีษเกี่ยวกับหมาว่าน้ำลายของมันนั้นเป็นนะญิส แล้วก็วิทยาศาสตร์ในตอนนี้ก็ได้รับรองแล้วว่า น้ำลายของหมานั้นมันมีเชื้อโรคจำนวนมาก

โดยเหตุนั้นพวกเราจะทราบได้เช่นไรว่า น้ำลายของแมวนั้นสะอาดไม่มีเชื้อโรค

ตั้งแต่นี้ต่อไป พวกเราจะกระทำการทดสอบเพื่่อพิสูจน์ให้มีความคิดเห็นว่า ผลของการทดสอบตรงกับคำกล่าวของท่านนบี (ซ.ล) ซึ่งท่านได้กล่าวถึงแล้ว เมื่อ 1400 กว่าปี

ตามธรรมชาติของแมวนั้นมันมีนิสัยเป็นที่รู้กันอยู่แล้วว่ามันชอบที่จะทำความสะอาดตัวมันเอง กระทั่งนักวิทยาศาสตร์คนนึงที่ชื่อบาสตูร ได้บอกว่า แมวนั้นเป็นสัตว์รักสะอาด เพราะเหตุว่ามันนั้นจะชำระล้างตัวของมันทุกๆวัน โดยที่มันจะชำระล้างตัวมันเองกระทั่งไม่เหลือที่ให้มันทำความสะอาด

เรื่องจริงและก็ผลของการทดสอบเล็กน้อยที่น่าไว้วางใจ ความเกี่ยวข้องกันสำหรับในการชำระล้างภายในร่างกายแมว

การแสดงผิวด้านนอกของแมวนั้นพวกเราจะพบว่ามีเซลล์ซึ่งปฏิบัติหน้าที่เป็นตัวคุ้มครองดังเช่นว่าเซลล์เม็ดเลือดขาว และก็เซลล์อีกมากมายดังในรูปซึ่งเซลล์กลุ่มนี้ปฏิบัติภารกิจต้านเชื้อโรคต่างๆ

ส่วนในรูปนี้จะมองเห็นได้ว่าพื้นผิวลิ้นของมันนั้นมีลักษณะเป็นปุ่มขรุชระ รวมทั้งปุ่มตะปุ่มตะป่ำนี้มีลักษณะที่งอเปรียบเหมือนแปลงที่ไว้ชำระล้างผิวของมันอย่างดีเยี่ยม

ลิ้นของมันนั้น เป็นเครื่องไม้เครื่องมือที่ดีเยี่ยมที่สุดสำหรับการชำระร่างกายมันด้วยเหตุดังกล่าวผิวที่หยาบคายของมันนั้นเป็นตัวกำจัดขนที่ตายแล้ว รวมทั้งขนที่กองอยู่ที่ผิวของมัน

ไม่เป็นที่น่ามหัศจรรย์เลยว่าแมวนั้นชอบที่จะดื่มนม ถ้าว่าวิธีการใช้ลิ้นตวัดขณะที่มันดื่มนั้นยากที่จะนำรูปภาพมาให้ดูได้อย่างเห็นได้ชัด

ในเวลาเดียวกันนั้นพวกเราจะมองเห็นได้ว่า ลิ้นของมันนั้นมีปุ่มที่แหลมปกคลุมอยู่โดยที่มันจะใช้ปุ่มพวกนี้ราวกับกระเป๋าเล็กๆเพื่ออุ้มของเหลวไปยังปากแล้วกลืนลงไป

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

พวกเราจะมองเห็นได้ในรูปนี้ซึ่งกรรมวิธีการกินน้ำของแมวโดยที่มันจะโค้งลิ้นของมันเพื่อจะตักน้ำเล็กน้อยมาอุ้งไว้แล้วใส่เข้าไปในปาก U F A B E T โดยที่น้ำนี้จะไม่ไหลกลับเข้าไปในภาชนะ

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

พหุวัฒนธรรมของโลกมุสลิม

พหุวัฒนธรรมของโลกมุสลิม
พหุวัฒนธรรมของโลกมุสลิม

พหุวัฒนธรรมของโลกมุสลิม ในสังคมนิยม

สังคม หมายความว่า คนจำนวนหนึ่งที่มีความเกี่ยวข้องต่อเนื่องกันตามข้อกำหนดกฏเกณฑ์ โดยมีเป้าหมายเดียวกัน

พหุ หมายความว่า มากมาย, มากยิ่งกว่าหนึ่ง, นานาประการ

วัฒนธรรม ซึ่งก็คือ สิ่งที่ทำให้เติบโตแก่หมู่คณะ, วิถีชีวิตของหมู่คณะ ทางวิทยาการ คือ การกระทำและก็สิ่งที่คนภายในกลุ่มผลิตทำขึ้นด้วยการเรียนรู้จากกันและก็กัน และก็ร่วมใช้อยู่ในกลุ่มพวกของตัวเอง

สังคมพหุวัฒนธรรม ก็เลยหมายความว่า ชุมชนที่มีความเชื่อมโยงแล้วก็ความเชื่อมโยงในระหว่างกันโดยชุมชนนั้นมีวิถีชีวิตของกลุ่มของผู้คนที่หลากหลาย มีการแลกแล้วก็ศึกษาความงอกงามในระหว่างกัน ตลอดจนมีส่วนร่วมสำหรับการสร้างสรรค์ การใช้สอยแล้วก็มีจุดหมายสำคัญด้วยกัน

อัลกุรอาน : องค์ความรู้

คัมภีร์อัล-กุรอาน เป็นพระดำรัสของท่านอัลลอฮฺ ซึ่งประกาศว่ามนุษยชาติมีต้นกำเนิดจากอาดัมรวมทั้งหะวาอฺผู้เป็นปฐมของเชื้อสายมนุษย์ซึ่งแพร่ขยายไปทั่วแผ่นดินโลก รวมทั้งเปลี่ยนเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่นานัปการ แล้วก็ความหลากหลายของเชื้อชาติมนุษย์เป็นบ่อเกิดของพหุวัฒนธรรม เมื่อความเจริญทางด้านสังคมของผู้คนมีความเจริญรุ่งเรืองและก็มีการแผ่กว้างเพิ่มขึ้นเรื่อยๆเป็นลำดับโดยจุดหมายสำหรับการกำหนดให้มีความหลากหลายของกลุ่มชาติพันธุ์แล้วก็พหุวัฒนธรรมเป็นการศึกษาซึ่งกันและกัน ดังนี้ การเรียนซึ่งกันและกันในระหว่างเชื้อสายของคนเราซึ่งต่างประเทศชนิด ต่างวัฒนธรรม และก็ต่างวิถีการดำรงชีวิตจะเกิดขึ้นอย่างเป็นสิ่งที่เป็นรูปธรรมและก็ประสบผลสำเร็จได้ตามความตั้งใจของพระผู้ทรงสร้าง ต้องมีส่วนประกอบดังต่อไปนี้

(1) องค์ความรู้ (มะอฺริฟะฮฺ) เกี่ยวกับความมากมายของพหุวัฒนธรรมซึ่งมีต้นเหตุที่เกิดจากความหลากหลายของเชื้อชาติแล้วก็วิวัฒนาการของสังคมมนุษย์

(2) การยอมรับ (อัล-อิอฺติรอฟ) ในความมากมายหลายรวมทั้งความไม่เหมือนของกลุ่มวัฒนธรรมในความเป็นเชื้อสายที่มีความแตกต่างในด้านกายภาพ (ญิสมานียฺ) และก็จิตภาพ (รูหานียฺ)

(3) ขนบประเพณีรวมทั้งจารีต (อัล-อุรฟ์) ของแต่ละกลุ่มวัฒนธรรมซึ่งมีความก้าวหน้าในด้านสังคม เศรษฐกิจ แล้วก็การบ้านการเมืองการปกครอง ตลอดจนวิถีการดำรงชีวิตของมนุษย์ในแต่ละกลุ่มวัฒนธรรม อันเป็นรายละเอียดสำหรับการทำความเข้าใจ กระบวนการทำความรู้ความเข้าใจ รวมทั้งการแล้วก็เปลี่ยนแปลงในระหว่างกัน

(4) วิธีการทำความรู้จักในระหว่างกัน (อัต-ตะอารุฟ) โดยผ่านขั้นตอนการความเกี่ยวข้องในเชิงบวกรวมทั้งการผลิตสรรค์ ตลอดจนการถักสนทนาแบบสันติวิธี ส่วนประกอบทั้งยัง 4 ประการถูกประมวลอยู่ในถ้อยความที่ว่า “เพื่อที่สูเจ้าจะได้ศึกษาแล้วก็ทำความรู้จักซึ่งกันและกัน” ตามที่อัล-กุรอานได้บอกว่า:

﴾ يَـٰٓأَيُّهَا ٱلنَّاسُ إِنَّا خَلَقْنَـٰكُم مِّن ذَكَرٍ وَأُنثَىٰ وَجَعَلْنَـٰكُمْ شُعُوبًا وَقَبَآئِلَ لِتَعَارَفُوٓا۟ ۚ إِنَّ أَكْرَمَكُمْ عِندَ ٱللَّـهِ أَتْقَىٰكُمْ ﴿

الحجرات : ١٣

﴾ لِكُلٍّۢ جَعَلْنَا مِنكُمْ شِرْعَةً وَمِنْهَاجًا ۚ وَلَوْ شَآءَ ٱللَّـهُ لَجَعَلَكُمْ أُمَّةً وَٰحِدَةً وَلَـٰكِن لِّيَبْلُوَكُمْ فِى مَآ ءَاتَىٰكُمْ ۖ فَٱسْتَبِقُوا۟ ٱلْخَيْرَٰتِ ۚ إِلَى ٱللَّـهِ مَرْجِعُكُمْ جَمِيعًا فَيُنَبِّئُكُم بِمَا كُنتُمْ فِيهِ تَخْتَلِفُونَ ﴿

المائدة : ٤٨

ในอิสลามมีคำสอนที่บ่งบอกถึงการยินยอมรับไม่เหมือนกันและก็ความมากมายในเชิงพหุวัฒนธรรมอีกทั้งในด้านกายภาพ ความประพฤติ ความเลื่อมใส แล้วก็วิถีการดำรงชีวิตของมนุษย์ซึ่งทั้งปวงเป็นเชื้อสายของอาดัม (อะลัยฮิสลาม)

﴾ وَمِنْ ءَايَـٰتِهِۦ خَلْقُ ٱلسَّمَـٰوَٰتِ وَٱلْأَرْضِ وَٱخْتِلَـٰفُ أَلْسِنَتِكُمْ وَأَلْوَٰنِكُمْ ۚ إِنَّ فِى ذَٰلِكَ لَـَٔايَـٰتٍ لِّلْعَـٰلِمِينَ ﴿

الروم : ٢٢

ความต่างของภาษาที่ประชากรโลกใช้สำหรับเพื่อการติดต่อสื่อสารในแบบต่างๆและก็ความมากมายของสีผิวเป็นความจริงทางกายภาพที่รับรู้กันและไม่มีใครไม่ยอมรับความเป็นจริงนี้ได้ เมื่อสามัญชนโลกมีสีผิวรวมทั้งภาษาแตกต่างกัน วัฒนธรรมรวมทั้งวิถีของการดำรงชีพจึงมีความต่างกัน อิสลามก็เลยเห็นด้วยความจริงดังที่กล่าวมาข้างต้น รวมทั้งนับว่าความต่างของภาษาและก็สีผิวเป็นสัญญาณที่บ่งชี้ถึงมหิทธานุภาพและก็พระปรีชาญาณของท่านอัลลอฮฺพระผู้ทรงสร้าง

﴾ وَلَوْ شَآءَ رَبُّكَ لَجَعَلَ ٱلنَّاسَ أُمَّةً وَٰحِدَةً ۖ وَلَا يَزَالُونَ مُخْتَلِفِينَ ﴿

هود : ١١٨

﴾ لَآ إِكْرَاهَ فِى ٱلدِّينِ ۖقَد تَّبَيَّنَ ٱلرُّشْدُ مِنَ ٱلْغَىِّ ﴿  البقرة

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

ขอขอบคุณบทความดี ๆ จาก U F A B E T

การวางรากฐานของรัฐในอิสลาม

การวางรากฐานของรัฐในอิสลาม
การวางรากฐานของรัฐในอิสลาม

การวางรากฐานของรัฐในอิสลาม อุบัติการณ์ที่อิสลามในสมัยสุดท้ายเริ่มขึ้นด้วยการรับวะหียฺ (วิวรณ์) ของท่านนบีมุฮัมมัด จากท่านอัลลอฮฺ ผ่านท่านญิบรีล (อ.ล.) ณ ถ้ำหิรออฺ เหนือยอดดอยอัน-นู๊ร แล้วก็การประกาศศาสนาอิสลามแก่ราษฎรมักกะฮฺ ในปีคริสต์ศักราช 6 1 0 ขณะท่านนบีมุฮัมมัด มีอายุได้ 4 0 ปี

การประกาศศาสนา ณ นครมักกะฮฺเป็นไปอย่างลับๆในขั้นแรกราว 3 ปี โดยเป็นไปอย่างรอบคอบรวมทั้งเลี่ยงการเผชิญหน้ากับพวกกุรอยช์ซึ่งมีอิทธิพลในนครมักกะฮฺ กลุ่มสาวกรุ่นแรกที่เชื่อถือต่อท่านนบีพระมุฮัมมัด จะเป็นญาติสนิทเพื่อนพ้องแล้วก็บุคคลในครอบครัวของท่าน

กระทั่งมีผู้เข้ารับอิสลามทั้งยังบุรุษรวมทั้งสตรีเกินกว่า 3 0 คน ก็เริ่มมีการรวมกลุ่มภายในบ้านของอัล-อัรฺก็อม อิบนุ อบีอัล-อัรก็อมเพื่อศึกษาคำสั่งสอนของอิสลามผ่านโองการอัล-กุรอานที่ท่านนบีมูฮัมมัด ได้เอามาประกาศแล้วก็อ่านให้เหล่าสาวกภายในบ้านหลังนั้นได้รับฟังและก็ทำความเข้าใจ ผลพวงจากการประกาศศาสนาอย่างลับๆในตอน 3 ปีแรกทำให้มีกลุ่มสาวกมากขึ้นเกือบจะ 4 0 คน อีกทั้งชายแล้วก็สตรี ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้อดอยาก ข้ารับใช้ รวมทั้งบุคคลที่ไม่ได้โดนจับตามองจากพวกกุรอยช์การที่เหล่าสาวกรุ่นแรกส่วนมากเป็นชนชั้นล่างของสังคมในนครมักกะฮฺ เป็นผู้ยากจนหรือเป็นข้ารับใช้ ไม่มีอำนาจรวมทั้งอิทธิพล แต่ว่ายอมรับเชื่อถือต่ออิสลามก่อนผู้ดีที่มีอำนาจ นับว่าเป็นวิถีธรรมดาของเหล่าผู้เชื่อถือนับจากสมัยก่อนที่ย้อนกลับไปถึงยุคท่านนบีนูหฺ (อ.ล.) ความเร้นลับในประเด็นนี้มีอยู่ว่า อิสลามซึ่งท่านอัลลอฮฺ ได้ส่งบรรดาศาสนราชทูตทั้งหลายแหล่มาประกาศศาสนานับจากสมัยก่อน เป็นการนำเอาผู้คนออกมาจากอำนาจการยึดครอบครองของคนเราสู่การยินยอมรับอำนาจรวมทั้งการปกครองของท่านเพียงแต่ท่านเดียว

เมื่อมีผู้คนเป็นที่ยอมรับในอิสลามมากเพิ่มขึ้น การเปิดเผยแผ่อย่างลับๆก็ผันแปรเป็นการเผยแผ่อย่างเปิดเผยตามสั่งการที่ท่านอัลลอฮฺ ได้ประทานลงมาแก่ท่านนบี การขอความช่วยเหลือบรรดาผู้คนในเชื้อสายกุรอยช์ที่เป็นเครือญาติใกล้ชิดกับท่านนบี ซึ่งเริ่ม ณ เทือกเขาเศาะฟา ก็เลยเป็นปฐมบทของการประกาศศาสนาโดยเผย และก็นั่นก็เป็นจุดเริ่มของการประจันหน้าระหว่างความจริงแล้วก็ความเท็จ

รุ่งเช้าที่อิสลามที่แตกออกจากความมืดมนของระยะเวลาสุดท้ายที่รัตติกาลได้ถูกบังด้วยก้อนเมฆทะมึนก่อนรุ่งสว่าง ผู้เชื่อถือซึ่งเป็นเหล่าสาวกรุ่นแรก ณ นครมักกะฮฺจะต้องพบเจอกับการทำร้ายร่างกายรวมทั้งทรมานแตกต่างกันไปจากหัวหน้าชาวกุรอยช์ที่ต้องการขัดขวางไม่ให้แสงไฟที่ยามเช้านั้นเฉิดฉายรวมทั้งไล่ความมืดมนที่พวกกุรอยช์พยายามใช้เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการครอบครองความเลื่อมใสแล้วก็วิถีของมนุษย์

การประจันหน้ากันระหว่างเลื่อมใสกับการไม่ยอมรับได้ดำเนินไปในนครมักกะฮฺและก็เขตละแวกใกล้เคียงตลอดระยะเวลา 13 ปี บรรดากลุ่มสาวกรุ่นแรกขณะนั้นเป็นผู้มีความเชื่อโดยแท้จริง ไม่มีผู้กลับกลอกหรือผู้เสาะหาประโยชน์ทางโลกแฝงเข้ามา พลังเลื่อมใสอันแข็งแกร่งแล้วก็ความทรหดอดทนของพวกเขาได้ขัดเกลาให้แปลงเป็นฝูงชนที่มีคุณลักษณะอันเข้มข้นสำหรับเพื่อการสืบต่อแล้วก็เผยแผ่อิสลามสู่ดินแดนนนอกคาบสมุทรอาหรับในเวลาถัดมา

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

อย่างไรก็แล้วแต่ ถึงแม้ปริมาณของผู้เชื่อถือในนครมักกะฮฺจะมิได้มากขึ้นมากเท่าไรนักตลอดระยะเวลา 13 ปี เนื่องด้วยพวกกุรอยช์และก็ชนเผ่าอาหรับที่เป็นผู้ช่วยเหลือในดินแดนอัล-หิญาซเป็นป้อมปราการขวางกั้นที่สำคัญต่อการเจริญเติบโตของผู้เลื่อมใสในอิสลาม การปองร้ายรวมทั้งการทรมานได้รุนแรงเยอะขึ้นเรื่อยๆ

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

ขอขอบคุณที่มาจาก แทงบอลออนไลน์

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

เมล็ดกาแฟสู่เครื่องดื่มของโลกอิสลาม

เมล็ดกาแฟสู่เครื่องดื่มของโลกอิสลาม
เมล็ดกาแฟสู่เครื่องดื่มของโลกอิสลาม

เมล็ดกาแฟสู่เครื่องดื่มของโลกอิสลาม จากการค้นพบ C o f f e e ก็มีหลักฐานที่เป็นตำนานเรื่องเล่ามากมาย ในศตวรรษที่ 9 มีการค้นพบ C o f f e e จากการได้กินผล C o f f e e หลังจากที่ได้เห็นแพะที่มีความคะนึกคะนองขึ้นหลังจากพวกมันได้กินผล C o f f e e หรือการค้นพบและกิน C o f f e e จนสามารถรอดชีวิตกลับมายังเมืองได้ เป็นต้น ในหลักฐานตำนานยืนยันถึงถิ่นฐานดั้งเดิมในเมืองเอธิโอเปียเป็นหลัก ถึงจะมีการยืนยันแต่ในเวลาต่าง ๆ ต้น C o f f e e มักไม่ได้รับความสนใจใด ๆทั้งสิ้น จนมีชาวอาหรับได้นำเอา C o f f e e นั้นออกไปเผยแพร่ในดินแดนอาราเบีย

 เมื่อ Coffee ถูกนำไปเผยแพร่ในดินแดนอาระเบีย ที่เป็นดินแดนดูเหมือนจะยอมรับ Coffee เป็นที่แรกคือเยเมน ต่อมาในช่วงปลายศตวรรษที่ดูเหมือนจะตอบรับ Coffee เป็นแห่งแรกคือเยเมน ในช่วงปลายศตวรรษที่ 14 ถึงเริ่มศตวรรษที่ 15 เริ่มแรกก่อนที่ Coffee กลายเป็นเครื่องดื่มนั้น Coffee ส่วนใหญ่เป็นอาหารมาก่อนในทางศาสนาของผู้ที่นับนิกายซูฟี โดยจะเคี้ยวเมล็ด Coffee เพื่อการขจัดความง่วงออกไปในขณะที่ดำเนินการทางศาสนาในเวลากลางคืน และยังเป็นยาเสริมความสามารถในการเข้าถึงพระเจ้าอีกด้วย แม้ว่าจะมีผู้นำทางนิกายได้คิดนำเมล็ด Coffee นำมาทำการปรับแต่งและปรุงเป็นน้ำ Coffee ซึ่งชาวเยเมนนั้นก็ไม่ค่อยนิยมดื่มสักเท่าไหร่ อีกทั้งนิยมการทานด้วยวิธีเคี้ยวเมล็ดสด ๆ หรือไม่ก็นำเปลือกของเผลกาแฟนั้นมาชงเป็นชา แล้วจึงนำมาดื่มร่วมกับใบกาต นั่นเอง

เนื่องจาก Coffee นั้นเป็นพืชป่าในเอธิโอเปียที่ชาวอาหรับนั้นมีความต้องการมากขึ้น ซึ่งทำให้ชาวอาหรับเยเมนนั้นได้นำ Coffee มาปลูกในบริเวณเทือกเขาทางตอนเหนือของเยเมน และไม่เป็นแค่เพียงการนำ Coffee มาเพื่อความต้องการของมนุษย์เท่านั้น ในพื้นที่ยังเหมาะสมต่อการปลูก Coffee อีกด้วย ส่วน Coffee ที่มีถิ่นฐานมาจากแอฟริกาจึงได้ชื่อว่า อาราบิกา เมื่อถูกนำเข้าสู่ยุโรปการที่ Coffee ถูกนำมาปลูกในเยเมน ส่งผลให้เมืองท่ามอคคา แต่เดิมที่เป็นท่าเรือที่ขนส่ง Coffee ไปทั่วอาระเบียและส่งค้าในยุโรปในภายหลัง จึงทำให้เยเมนผูกขาดการขาย Coffee ได้เป็นเวลานานถึง 2 ศตวรรษครึ่ง ก่อนจะสูญเสียการผูกขาดให้แก่ยุโรป

จาก เมล็ดกาแฟสู่เครื่องดื่มของโลกอิสลาม

ในช่วงปี ค.ศ.1500 Coffee ได้มีแพร่กระจายไปยังคาบสมุทรอาระเบียไปพร้อมกับผู้นับถือนิกายซูฟี ในไคโร ดามัสกัส และเมกกะ ผู้ที่ดื่ม Coffee ต้องจำกัดขอบเขต แต่ในหมู่ผู้นับถือนิกายมักจะรวมตัวกันดื่มบริเวณศาสนสถานหรือลานกว้างต่าง ๆ และยังเป็นเครื่องดื่มในเวลากลางคืนช่วงเทศกาลรอมดอน ดังนั้น Coffee จึงได้ถูกนำไปเกี่ยวข้องกับท่านนะบีมะหะหมัด โดยมีการอ้างถึงตำนานต้นกำเนิดของ Coffee ซึ่งท่านนะบีได้รับเมล็ด Coffee จากเทวทูตกาเบียลมาเป็นเครื่องดื่มในทางของศาสนาอิสลามแทนที่ไวน์ที่เป็นข้อห้ามทางศาสนา จากคำว่า Coffee ในภาษาอาหรับว่า Qahwah ที่เป็นคำใช้เรียกแทนคำว่า ไวน์ นั้นเอง ส่วนการที่ได้นำ Coffee มาเกี่ยวข้องกับศาสนาอิสลามนั้น ทำให้มีการดื่ม Coffee แพร่หลายควบคู่ไปกับการเผยแพร่ศาสนาอิสลาม ในประเทศอินเดียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

เมื่อถึง ค.ศ. ๑๕๑๐ กาแฟก็ได้เปลี่ยนสถานะจากเครื่องดื่มทางศาสนาเป็นเครื่องดื่มทางสังคมมากขึ้น มีร้านกาแฟหรือ Coffee-house ในดินแดนตะวันออกกลางได้เกิดขึ้นมากมาย แต่เนื่องจากมีการถกเถียงเกี่ยวกับผลกระทบของกาแฟที่มีความผิดในข้อห้ามทางศาสนาอิสลาม และถึงแม้จะไม่เป็นข้อห้ามทางศาสนา แต่ชนชั้นปกครองในเมืองใหญ่ๆ ก็เห็นว่า ร้านกาแฟเป็นแหล่งมั่วสุมของคำนินทา คำพูดเสียดสีทางการเมือง และแหล่งการพนัน ทำให้มีการปราบปรามร้านกาแฟเหล่านั้นจำนวนมาก จนเมื่อถึงช่วงประมาณกลางศตวรรษที่ ๑๖ หลังจากความพยายามสั่งปิดร้านกาแฟล้มเหลว ทำให้มีร้านกาแฟแห่งแรกเปิดขึ้นในเมืองดามัสกัส ตามมาด้วยร้านกาแฟตามเมืองใหญ่อีกหลายแห่ง เช่น เมกกะ อิสตันบูล และไคโร เป็นต้น ร้านเหล่านี้จะกลายเป็นปัจจัยสำคัญต่อการแพร่กระจายการดื่มกาแฟในยุโรป

การปรุงกาแฟช่วงนี้ มีการสันนิษฐานว่า ในศตวรรษที่ ๑๕ ผู้นำทางนิกายซูฟีในเมืองท่ามอคคาเป็นผู้คิดค้นการคั่ว การบด และการชงกาแฟ การชงกาแฟในช่วงนี้จะใส่กาแฟลงไปก่อนแล้วตามด้วยน้ำต้มเดือด เพื่อสร้างกลิ่นที่น่าดึงดูดของกาแฟและก่อนที่จะมีการผลิตน้ำที่สะอาดเพียงพอ การต้มจึงเป็นวิธีการหนึ่งที่จะสร้างความแน่ใจในความสะอาดของน้ำ แต่กาแฟที่ชงขึ้นนั้นยังไม่มีการกรองเอากากกาแฟออก u f a b e t ทำให้กาแฟมีลักษณะข้นและขม ทั้งที่มีการปลูกอ้อยในดินแดนตะวันออกกลางและผลิตน้ำตาลที่รับมาจากอินเดียกว่าร้อยปีก่อนการรู้จักกาแฟ แต่ก็ไม่มีการเติมน้ำตาลผสมลงในกาแฟ รวมทั้งการเติมนมด้วย จากการมีคำกล่าวอ้างว่า เป็นสาเหตุของโรคเรื้อนหากเอามาผสมกับกาแฟ แต่กระนั้นก็มีการเติมกระวานลงในกาแฟบ่อยครั้ง รวมถึงมีการใส่ฝิ่นกับกัญชาลงไปแกว่งในน้ำกาแฟด้วย   

ภาษาอาหรับ

ภาษาอาหรับ
ภาษาอาหรับ

ภาษาอาหรับ ความสำคัญ อัลกุรอานได้ลงมาเป็นภาษาอาหรับที่ชัดเจน และได้ปรากฏข้อความยืนยัน มากกว่า 10 แห่งในอัลกุรอาน และย่อมเป็นหลักฐานที่ชัดเจนว่า การที่จะเข้าใจอัลกุรอานอย่างถูกต้องนั้น ขึ้นอยู่กับการรู้ภาอาหรับมาอีกเช่นกัน         

ภาษาอาหรับเป็นภาษาของอิสลาม เป็นภาษาที่อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ทรงให้บรรดามุสลิมได้รวมกันเป็นกลุ่มก้อนอยู่ในศักดิ์ศรีของตน และที่ซึ่งเคยเป็นแหล่งของวิชาการ และแนวความคิดแห่งอิสลาม อิทธิพลทางภาษานี้ต้องควบคู่ไปกับอิทธิพลของศาสนาอิสลาม ในความสูงส่งในภาษานี้ขึ้นอยู่กับความสูงส่งของศาสนาอิสลามอยู่เสมอ

ด้วยเหตุนี้ต้องเป็นหน้าที่ของผู้ที่รู้สึกภูมิใจทางศาสนาอิสลามและจะต้องช่วยกันส่งเสริมให้เรียนรู้ภาษาอาหรับ และชักชวนการเรียน เพราะเป็นภาษาของอัลกุรอาน ทางนำของอัลกุรอานที่เราได้รับแสงสว่าง และดำเนินสู่ทางอันเที่ยงธรรม ซึ่งเป็นหน้าที่ของผู้มีความรู้ (อุละมาอฺ) มุสลิมทั่วพื้นพิภพ โดยเฉพาะมุสลิมชั้นปัญญาชนที่มีความรู้ทางด้านภาษาอาหรับ ที่จะต้องใช้ความพยายามในการเผยแพร่ภาษาอาหรับ เพื่อการแพร่กระจายไปทั่วหมู่ชนชาวมุสลิม

ท่านอิมามอัซซาฟิอีย์ ร่อฮิมะฮุลลอฮฺ ได้กล่าวไว้ในตำราและคำฟัตวาว่าจำเป็นแก่มุสลิมที่จะต้องเรียนภาษาอาหรับ

“จำเป็นที่มุสลิมทุกคนจะต้องศึกษาอาหรับ เท่าที่ความพยายามสามารถจะมี”

ส่วนหนึ่งที่บ่งบอกถึงตำแหน่งที่ยิ่งใหญ่ของภาษานี้มีอยู่ในจิตใจของเหล่าบรรดามุสลิมไม่ว่าจะเป็นเชื้อชาติใดนั้น ก็ได้แก่ข้อความที่ท่านอัลอัลลามะฮฺ อัลอิมาม อัษษะอาลิบีย์ ได้กล่าวไว้ในคำนำหนังสือที่ชื่อว่า “ฟิกฮุ้ลลุเฆาะฮ์ วะซิรรุ้ลอะร่อบียะฮ์” เขียนว่า

“ผู้ใดรักอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา เขาก็ย่อมรักร่อซูลของพระองค์ มุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม และผู้รักร่อซูลซึ่งเป็นชาวอาหรับ เขาก็ย่อมรักชาวอาหรับ และผู้ใดรักชาวอาหรับเขาก็ย่อมรักภาษาอาหรับ ซึ่งโดยภาษานี้ได้มีพระคัมภีร์ที่ประเสริฐยิ่งลงมาแก่ผู้ที่ประเสริฐในหมู่ชนที่ไม่ใช่อาหรับ และหมู่ชนชาวอาหรับ และผู้ใดที่รักษาภาษาอาหรับเขาก็ย่อมเอาใจใส่ หมั่นเพียรและผินความสนใจสู่ภาษานี้”

เมื่อเราได้เรียนรู้และได้อ่านหนังสือที่ชื่อว่า “อัล-ฟิร็อก” ที่มีการเรียบเรียงโดยอัลอัลมาละฮฺ (ปราชญ์) อัลอิสฟีรอยินีย์ มีว่า ส่วนหนึ่งจากคุณสมบัติของผู้ดำเนินตามแนวทางของท่านร่อซูล (อะฮฺลุซซุนนะฮฺ) ซึ่งต่างกับหมู่ชนอื่น ๆ ก็คือ การแสงออกให้เห็นชัดเกี่ยวกับเรื่องภาษาอาหรับ และวรรณคดี

ข้อความหนึ่งที่รุ้สึกชื่นชมอ่านพบในหนังสือที่ชื่อว่า “วะซาอิลุ ตะก๊อดดุมิ้ล มุสลิมีนะ” (วิถีทางแห่งความเจริญก้าวหน้าของบรรดามุสลิม) ระบุไว้ว่า

“และเพื่อที่บรรดามุสลิมจะได้พัฒนาและทำความเจริญก้าวหน้านั้น จำเป็นที่พวกเขาจะต้องเผยแพร่ภาษาอาหรับไปทั่วประเทศที่เขาเหล่านั้นอยู่ และถ้าเมื่อไม่สามารถที่จะทำให้ภาษานี้เป็นภาษาเดียว (ใช้ภาษาเดียว) หรือเป็นภาษาที่หนึ่ง หรือเป็นภาษา “แม่” อย่างที่บางคนเรียกแล้ว ก็จะต้องไม่น้อยกว่าที่จะทำให้ภาษานี้เป็นภาษาร่วม เพื่อที่จะได้ทำให้เขาเหล่านั้นได้ใกล้ชิดสนิทสนมและมีหัวใจปรองดองกัน และภาษานั้นก็จะได้เป็นภาษาที่ใช้สนทนา และทำความเข้าใจซึ่งกันและกัน อันเป็นความสะดวกในการแลกเปลี่ยนวิชาความรู้ และความรู้สึกเห็นอกเห็นใจกัน”

จากที่กล่าวเอาไว้ว่า จำเป็นที่มุสลิมจะต้องเผยแพร่ภาษาอาหรับ โดยที่เราไม่ได้กล่าวถึงภาษาอื่นไว้อีก ทั้งนี้ก็เพราะภาษาอาหรับเป็นภาษาที่ได้รับการเทิดทูนในทัศนะของมุสลิม เพราะเป็นภาษาของ อัลกุรอาน อัลฮะดิษ และประวัติศาสตร์อิสลาม

อิสลามได้ใช้ให้ผู้ดำเนินตาม ศึกษาภาษาอาหรับเท่าที่สามารถจะทำได้ เพราะเป็นภาษาของอัลกุรอาน, ของท่านนบี คนในอดีต และบรรพบุรุษของพวกเขา ซึ่งได้เผยแพร่อิสลาม นอกจากนั้นยังเป็นภาษาของสวรรค์อีกด้วย ดังที่ท่านร่อซูล ศิอลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้บอกแก่เรา หลังจากผู้เรียบเรียงหนังสือดังกล่าว ได้พูดถึงตำแหน่งและคุณสมบัติพิเศษของภาษาอาหรับแล้ว เขาได้จบคำพูดของเขาและกล่าวว่า

“ในขณะที่บรรดามุสลิมกำลังเตรียมตัวที่จะพัฒนาและสร้างความก้าวหน้านั้น มันช่างจำเป็นแก่เขาเหล่านั้นเหลือเกิน ที่จะต้องมีหมู่ชนหลาย ๆ หมู่ที่จะใช้ภาษาอาหรับและเผยแพร่ไปให้ทั่วทุกแห่ง และรวมภาษาและปากกาของพวกเขาให้อยู่ในภาษาอาหรับเสีย”

แท้จริงแล้สว อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา นั้น ขณะที่พระองค์ได้ประทานพระคัมภีร์อันมีเกียรติเป็นภาษาอาหรับ พระองค์ได้ทรงคัดเลือก และกำหนดให้คงอยู่ชั่วนิรันดร และจะคงอยู่เท่ากับความคงอยู่ของ อัลกุรอานอันยั่งยืนตลอดกาล

“แท้จริง เราได้ประทานอัซซิกร์ (อัลกุรอาน) ลงมา และแท้จริง เราเป็นผู้รักษาสิ่งนั้น (อัลกุรอาน)”

ในการที่อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ทรงคัดเลือกภาษาอาหรับเป็นภาษาของพระคัมภีร์ของพระองค์ พระองค์ได้ทรงเชิญชวนให้บรรดาผู้ศรัทธาศึกษาภาษานั้น พร้อมทั้งให้รักษาไว้ และให้เผยแพร่ไปในหมู่มนุษย์ทั้งหลาย

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

เป็นการสมควรอย่างยิ่งสำหรับบรรดาผู้ที่ได้รับมรดกสาระของพระคัมภีร์อันประเสริฐ ufabet แห่งพระผู้เป็นเจ้านี้จะได้เป็นผู้นำหน้าคนอื่น ๆ ในการทะนุบำรุง และรักษาภาษานี้ไว้ด้วยการให้เกียรติและยกย่องตลอดมา